ข่าวสาร / ความรู้รอบตัว

เผยชีวิตปัจจุบัน เคิร์ก โรลลิ่ง หลังแต่งงานกับอดีตนางเอกแก้วหน้าม้า ปี 2544

ลองย้อนกลับไปในปี 2536 ถ้าให้พูดถึงพระเอกวัยรุ่นชื่อดังจะต้องมีชื่อของหนุ่ม "เคิร์ก โรลลิ่ง" "เคิร์ก โรลลิ่ง" พระเอกที่แจ้งเกิดจากละครเรื่องแรกอย่าง "หวานมันส์ ฉันคือเธอ" คู่ขวัญกับนางเอกสาว "ต่าย สายธาร นิยมการณ์" ละครที่ทำให้"หนุ่มเคิร์ก"ดังเพียงชั่วข้ามคืน ละคร "หวานมันส์ ฉันคือเธอ" คู่ขวัญกับนางเอกสาว "ต่าย สายธาร นิยมการณ์" ในชีวิตส่วนตัว"เคิร์ก โรลลิ่ง" ได้แต่งงานกับ "ออย สิริมา" มีลูกชาย 1 คน คือ "น้องคีน" "ออย สิริมา" เล่นละครเรื่องแก้วหน้าม้า ปี 2544 "ออย สิริมา" เล่นละครเรื่องแก้วหน้าม้า ปี 2544 ตอนนี้"หนุ่มเคิร์ก" นั้นนอกจากจะทุ่มเทเวลาให้กับธุรกิจแล้ว เจ้าตัวยังคลั่งไคล้กีฬาฟุตบอลถึงขั้น ลงสนามฟาดแข้งในฐานะนักเตะทีม LOMA FC จนคว้าที่ 2 มาแล้ว ภาพครอบครัวสุดอบอุ่น! แถมทั้งคู่แอบย่องไปซื้อน้องหมาจากฟาร์มสุนัขชื่อดังแถวชลบุรีมาสร้างครอบครัวใหญ่ร่วมกันอีกด้วย "เคิร์ก โรลลิ่ง" และภรรยา "ออย สิริมา"

ส่องชีวิตล่าสุด น้อง พรสุดา อดีตนางเอกดังช่อง7 กับบทบาทภริยานักการทูตชาวบรูไน

หันมาลุยทำงานเบื้องหลังเต็มตัว สำหรับ"น้อง พรสุดา ต่ายเนาว์คง" อดีตนางเอกชื่อดัง ที่มีชื่อเสียงจากบทนางเอกในละครเของค่ายกันตนารื่อง "ซูซี่ ซิงซิง" ทางช่อง 5 และ "ผีกุ๊กกิ๊ก" ละครเย็นทางช่อง 7 สี เคยเป็นพิธีกรรายการท้าพิสูจน์ทางช่อง 7 เป็นนางเอกมิวสิควีดีโอเพลง "ทั้งรักทั้งเกลียด" ของ"ตวงสิทธิ์ เรียมจินดา" และเพลง "เลิกง้อพอกันที" ของ"วงเรนโบว์" พร้อมมีผลงานละคร โดยปัจจุบัน "น้อง พรสุดา" เป็นผู้จัดละคร บริษัท ดีวันทีวี จำกัด ทาง ช่อง 3 เป็นครูใหญ่ทำหน้าที่สอนการแสดงประจำโรงเรียน กันตนา เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ และเป็นเจ้าของชุดกันเปื้อน ฮาวาชุดกันเปื้อน บาย พรสุดา ส่วนชีวิตส่วนตัว"น้อง พรสุดา" ในวัย52ปี ได้แต่งงานกับนักการทูตชาวบรูไน ฮาจีเด้าท์ ฮาจีมูฮัมหมัดฮาเดร (ปัจจุบันเกษียณราชการ) โดยเคยดำรงตำแหน่งเป็น ภริยากงศุลใหญ่ประเทศบรูไนภริยากงสุลใหญ่ ประจำรัฐ Sarawak ประเทศมาเลเซีย 3 ปีครึ่ง เป็นภริยากงสุลใหญ่ ประจำรัฐ Sabah ประเทศบรูไน 1 ปีครึ่ง และเป็นภริยาอัครราชทูตประเทศบรูไน ณ กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย 1 ปีครึ่ง

เปิดภาพล่าสุด เอ็มม่า วรรัตน์ อดีตนางเอกละครดัง อังกอร์ หลังไปอยู่ต่างประเทศถาวร

หลายๆคนคงจะรู้จักกันดีสำหรับสาวสวยอดีตนางเอกละครชื่อดัง "อังกอร์" ซึ่งเรียกว่าเธอเป็นเสือสาวรุ่นแรกของละครเรื่องนี้ โดยใครที่เกิดทันในยุคนั้นมั่ยชนใจว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จัก "เอ็มม่า วรรัตน์"ด้วยความสามารถทางด้านวงการบันเทิง และยังมีดีกรีถึงตำแหน่งมิสไทยแลนด์ยูเคคนแรก และ ตำแหน่งรองนางสาวไทยอันดับ 1 พร้อมรางวัล ขวัญใจผู้ชม ละคร"อังกอร์" ละคร"อังกอร์" ซึ่ง "ดร. วรรัตน์ สุวรรณรัตน์" หรือ "เอ็มม่า" รองอันดับ 1 นางสาวไทย ปี 2540 และ มิสเอเชียแปซิฟิก ปี 1997 เธอเป็น นักแสดง นางแบบลูกครึ่ง ไอริช-ไทย "เอ็มม่า วรรัตน์" เคยเข้าประกวดนางสงกรานต์ ปี 2535 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ชนะเลิศ "เอ็มม่า" รองอันดับ 1นางสาวไทย ปี 2540 และได้ตำแหน่งมิสไทยแลนด์ยูเคคนแรก จากการเข้าประกวดมิสไทยแลนด์ยูเคประจำปี พ.ศ. 2539 จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2539 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ "เอ็มม่า" รองอันดับ 1 นางสาวไทย ปี 2540 และเข้าประกวดนางสาวไทยในปี 2540 จัดการประกวดที่ ห้องบางกอกคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลลาดพร้าว ได้ตำแหน่งรองนางสาวไทยอันดับ 1 พร้อมรางวัลพิเศษ ขวัญใจผู้ชม จากคะแนนโหวตผู้ชมทางบ้าน "เอ็มม่า" รองอันดับ 1 นางสาวไทย ปี 2540 หลังจากนั้นเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประกวด มิสเอเชียแปซิฟิก 1997 และได้ตำแหน่ง มิสเอเชียแปซิฟิก 1997 ในการประกวดที่เมืองดาวาว ประเทศฟิลิปปินส์ ได้รางวัลพิเศษ นางงามยิ้มสวย "เอ็มม่า" รองอันดับ 1 นางสาวไทย ปี 2540 โดยหลังจาก "สาวเอ็มม่า"ได้อำลาไปเรียนต่อ ปริญญาเอก ที่อังกฤษ

เปิดภาพ วัดภูทอก บันไดเวียนวนรอบภูผา 7 ชั้น มหัศจรรย์แห่งสิ่งก่อสร้างจาก นิมิตของพระอาจารย์จวน

“วัดเจติยาคีรีวิหาร” หรือ “ภูทอก” สร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๓ โดยการนำพาของ “พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ” ซึ่งได้มาบำเพ็ญเพียรสมณธรรมอยู่ที่ภูวัว จังหวัดหนองคาย เรื่องของเรื่องก็คือ คืนหนึ่งพระอาจารย์จวนได้เกิดนิมิตขึ้น โดยเห็นปราสาทสองหลัง ลักษณะสวยงามมาก อยู่ทางด้านภูทอกน้อย ดังนั้น ท่านจึงได้เดินทางมาพิสูจน์ตามที่เกิดนิมิตและได้พบกับลักษณะภูมิประเทศที่สวยงามร่มรื่น เหมาะที่จะปฏิบัติธรรม จึงได้สำรวจและปักกลดอยู่ที่ถ้ำบนภูทอกกับพระครูสิริธรรมวัฒน์ ต่อมา ญาติโยมชาวบ้านคำแคนเห็นว่าพระอาจารย์จวนธุดงค์มาอยู่ที่ภูทอก จึงพร้อมใจกันอาราธนาให้สร้างวัดขึ้นที่ภูทอกแห่งนี้ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ชาวบ้านได้มาช่วยกันสร้างบันไดขึ้นภูทอกจนถึงชั้นที่ ๕-๖ และได้ปลูกสร้างเสนาสนะสำหรับพระสงฆ์อยู่ถึง ๒ เดือน ๑๐ วัน จึงแล้วเสร็จ ปี พ.ศ. ๒๕๑๓-๒๕๑๔ พระอาจารย์จวนได้ชักชวนชาวบ้านสร้างทำนบกั้นน้ำขึ้นสองแห่งเพื่อใช้เก็บกักน้ำและจัดระบบน้ำประปาภายในวัดภูทอก นอกจากนั้น กองทัพอากาศดอนเมืองได้ถวายเครื่องไฟฟ้าแรงสูงสำหรับใช้ภายในวัดหนึ่งเครื่อง กรมวิเทศสหการได้ถวายพระพุทธรูปหล่อขนาดใหญ่เป็นประธานหนึ่งองค์ไว้ที่วิหารชั้น ๕ และบรรดาญาติโยมได้ช่วยกันสมทบทุนสร้างโรงฉันและศาลาที่ชั้นหนึ่งหลัง พร้อมกับก่อสร้างสะพานลอยฟ้าไปรอบ ๆ ภูทอกในชั้นที่ ๕ และ ๖ รวมถึงการสร้างสถานที่บำเพ็ญเพียรภาวนาแทรกไว้ตามจุดต่าง ๆ โดยรอบหน้าผา สิ้นค่าก่อสร้าง ๔๕,๐๐๐ บาท การก่อสร้างนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะเป็นการเจาะหินทำนั่งร้านด้วยไม้เนื้อแข็งสองท่อน ผูกติดกับเสาที่ปักไม้เท้าแขนลงไป แล้วจึงพาดไม้กระดานเป็นสะพานทีละช่วง ช่วงละประมาณหนึ่งเมตรเศษ ระหว่างคานจะมีคานรองรับอีกชั้นหนึ่ง จึงทำให้สะพานแข็งแรงมาก นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง!! จากวันนั้นจนถึงวันนี้ วัดภูทอกยังได้มีการปรับปรุงและสร้างสิ่งก่อสร้างเพิ่มเติมอีกเป็นระยะ ๆ จนกลายเป็นสถานที่ที่มีศักยภาพในด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันคือบึงกาฬ) ซึ่งมีประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก วัดภูทอก วัดภูทอก วัดภูทอก วัดภูทอก พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ

เปิดตำนานต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ ที่พระเจ้าตากอธิษฐานจิตปลูกไว้ ที่วัดกองดิน จ.ระยอง

ตำนานวัดกองดินปืน “วัดกองดิน” ปืนแต่เดิมชื่อ “วัดคงคาจืด” นับเป็นสมุดประวัติศาสตร์จุดที่ 26 ของการเดินทัพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ภายในวัดกองดินปืน เป็นสถานที่โบราณซึ่งมีความเชื่อว่าเคยเป็นสถานที่ใช้ทำดินปืนของสมเด็จพระเจ้าตากสินมาก่อน นอกจากนี้สิ่งสำคัญภายในวัดก็คือ “พระพุทธรูปปิยปกาศิต” เคยเป็นพระชัยหลังช้างขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชมาก่อนและสมเด็จพระเจ้าตากสินได้อัญเชิญองค์พระพุทธรูปพระองค์นี้ขึ้นช้างพังคีรีบัญชรอีกด้วย อันเป็นพระพุทธนำชัยประจำกองทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินปัจจุบันถูกบรรจุไว้ภายในองค์พระประธาน ประการต่อมาคือ “ต้นโพธิ์อธิษฐานจิต” ปัจจุบันมีอยู่ 3 ต้น สมเด็จพระเจ้าตากสินและทหารเสือของพระองค์ร่วมกันปลูกไว้เป็นพุทธบูชา อธิษฐานจิตสืบบวรพระพุทธศาสนาให้ครบ 5 พันปี โดยต้นโพธิ์ ต้นแรกนั้นเป็นการปลูกร่วมกันของสมเด็จพระเจ้าตากสิน พระเชียงเงินและพระยาจักรี ต้นโพธิ์ต้นที่ 2 ปลูกโดยพระยาสุรสีหนาท พระยาสีหราชเดโช (พระยาพิชัยดาบหัก) หลวงราชเสน่หา ต้นโพธิ์ต้นที่ 3 ปลูกโดย พระเชียงทอง (หลวงพรหมเสนา) ขุนอภัยภักดี หลวงราชภักดิ์ ต้นโพธิ์ทั้งสามต้นถือว่าเป็นต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ของทางวัด โดยเฉพาะต้นโพธิ์ต้นแรกใกล้โบสถ์ที่เชื่อกันว่าเป็นการปลูกโดยสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ การปลูกต้นโพธิ์สามต้นโดยคนเก้าคน เป็นสิ่งที่มีความหมายล้ำลึกมาก โดยการปลูกโพธิ์สามต้นนั้นหมายถึงการสร้างหลักของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และยังหมายถึงร่มโพธิ์ธรรมของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ การใช้คน 9 คนปลูกนั้นเป็นความหมายโดยนัยว่าความสำเร็จสูงสุดในทางธรรมนั้นมาจาก พระนวโลกุตตระธรรมเจ้าคือ มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 รวมได้ 9 นั่นเอง เรียกว่าทุกอย่างที่พระองค์คิดและทำไว้นั้นต่างมีความหมายให้อนุชนรุ่นหลังได้ตีความดูตามแต่สติปัญญาของใครแต่ละคน ต้นโพธิ์กับดวงแก้วปริศนา ในปัจจุบันความศักดิ์สิทธิ์ของต้นโพธิ์ทั้งสามต้นยังบังเกิดอยู่เสมอๆ หลายคนเคยเห็นดวงแก้วสีเขียวเข้าลอยออกมาจากโคนต้นโพธิ์ ซึ่งยังเป็นปริศนาว่ามันคืออะไร ผู้รู้เล่าให้ฟังว่าดวงแก้วสีเขียวที่เห็นเป็นดวงแก้วจักรพรรดิมาจากเมืองบาดาล มาสถิตรักษาต้นโพธิ์อธิษฐานพระเจ้าตากเอาไว้ ทำให้สถานที่แห่งนี้มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งแม้ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานเท่าไหร่ แผ่นดินที่วัดกองดินปืนก็จะศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ตลอดไป ต้นโพธิ์ที่พระองค์ปลูกไว้ในแต่ล่ะที่จะทำหน้าที่เหมือนเสาหลักเมืองหรือแกนกลางแห่งอาณาจักธรรม ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเสาเอกที่ค้ำยันพระพุทธศาสนาให้อยู่คู่แผ่นดินไทย และค้ำยันชาติให้ยืนยงคงความเอกราช ค้ำยันแผ่นดินเคียงคู่พระพุทธศาสนาตลอดไปตราบนานเท่านาน ซึ่งแต่ละที่ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินผ่านทัพไปหากชัยภูมิใดเหมาะควรพระองค์ก็จะปลูกต้นไม้เป็นตัวแทนของเสาหลักของแผ่นดินและศาสนาไว้ที่นั่น เช่นวัดบางละมุง จ.ชลบุรี พระองค์ก็ทรงปลูกต้นสนเอาไว้ หรือที่วัดแม่สลาบ เชียงใหม่ที่นั่นพระองค์ก็ปลูกต้นโพธิ์ไว้อีกเช่นกัน หรือที่วัดอรุณก็มีต้นโพธิ์ที่เชื่อกันว่าพระองค์ที่หมายเอาต้นโพธิ์หรือต้นไม้ยืนต้นเป็นบุคลาธิฐานแทนพระศาสนาหรือพระศาสดา แทนองค์ธรรมที่จะเป็นเครื่องยืดเหนี่ยวจิตใจของปวงทหารกล้าและอนุชนรุ่นหลังต่อไป นานวันเข้าเมื่อต้นไม้เติบใหญ่ก็ประดุจพระพุทธศาสนาที่เบ่งบานในสยามประเทศย่อมเป็นที่ให้ความร่มเย็นแก่พสกนิกรทั้งหลายแก่สาธุชนทุกหมู่เหล่า จึงนับเป็นความอัจฉริยะของสมเด็กพระเจ้าตากสินทั้งด้านทางธรรมและทางโลกที่ทรงเห็นการณ์ไกลและเข้าใจในการสร้างบุคลาธิษฐานขึ้นมาและด้วยบารมีแห่งพระโพธิญาณที่พระองค์สร้างสมมาสิ่งที่พระองค์ทรงปลูกไว้ในแต่ล่ะที่นั้น จึงทำให้มีปวงเทพยดามารักษาสถิต ณ ต้นไม้นั้นๆ ในทุกๆ ที่ยังเป็นไปตามแรงอธิษฐานของพระองค์ที่ประสงค์ให้เป็น “หลักบ้าน หลักเมือง หลักธรรม หลักชัย” ด้วยเหตุนี้บ้านเมืองไทยจึงสามารถรอดปลอดภัยจากเหตุการณ์ต่างๆ ได้เสมอมา ไม่เคยอับจนหนทางแต่อย่างใด เพราะด้วยปกาศิตแรงอธิษฐานจากบูรพกษัตริยาธิราชอย่างสมเด็จพระนเรศวรก็ดี สมเด็จพระเจ้าตากสินก็ดี ได้ลั่นสัจจะอธิษฐานไว้ในแผ่นดินไทยเมืองสยามนั้นเป็นแผ่นดินแห่งพระพุทธศาสนา เป็นที่ร่มเย็นเป็นสุขตราบจนชั่วลูกชั่วหลาน ข้อมูลจากหนังสือ เปิดตำนานหลวงปู่เทพโลกอุดร คืออาจารย์สอนกรรมฐานพระเจ้าตาก โดย ทิพยจักร

เผย 6 สิ่งของต้องห้ามตามความเชื่อ ที่ไม่ควรมีในรถ

1.กระจกร้าว เชื่อกันว่าฉากกระจกร้าวอาจจะทำให้ความสัมพันธ์นั้นมีเรื่องร้าวฉาน มีปากเสียงกันบ่อย ๆ หรือเกิดทะเลาะกันบ่อยครั้งบนรถ หากพบรอยร้าวภายในรถให้เปลี่ยนจะดีกว่า 2.นาฬิกาตาย ตามหลักฮวงจุ้ยแล้วนาฬิกาตายเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความตาย เพราะจะทำให้รู้สึกว่าไม่มีการเคลื่อนที่อาจจะนำมาซึ่งการสูญเสียได้ หากมีนาฬิกาตายแล้วสามารถซ่อมได้ก็รีบเอาไปซ่อมหรือหากไม่สามารถซ่อมได้แล้วรีบทิ้งดีกว่า 3.สิ่งของผู้เสียชีวิต หลายคนเก็บของผู้เสียชีวิตติดตัว เช่น พ่อ แม่ หรือบรรพบุรุษเพื่อให้ท่านคุ้มครองปกปักรักษา ไม่ว่าจะเป็นกระดูก หรือรูปภาพ ตามความเชื่อแล้วการนำเอาสิ่งของเหล่านี้ไปไว้ภายในรถยนต์จะทำให้เราร้อนรุ่มไม่เป็นสุข เพราะเราต้องจอดรถตากแดดตากฝน จึงอาจทำให้เราร้อนรุ่มได้สิ่งของเหล่านั้นไว้ในที่ ๆ เย็น เช่น ห้องพระ หรือที่หัวเตียงเรานั่นเอง 4.เศษเหรียญ เศษเหรียญหมายถึงไม่ใช่เหรียญในกระเป๋าเงินของเรา แต่เป็นเหรียญที่ตกอยู่ภายในรถให้เก็บออกมา ตามความเชื่อแล้วการมีเศษเหรียญไว้ในรถจะทำให้เราเก็บเงินไม่อยู่ เงินทองจะรั่วไหลตลอดเวลา จะส่งผลเสียต่อการทำธุรกิจ หรือการเริ่มธุรกิจใหม่ แต่ในทางกลับกันอาจะหมายถึงการเก็บเหรียญหรือของมีค่าให้เข้าที่เข้าทางก็ได้ค่ะ ก่อนลงจากรถลองตรวจเช็คกันดู 5.ของที่มีรอยร้าว ศาสตร์ของฮวงจุ้ยรถเชื่อว่าอะไรก็ตามที่เป็นรอยร้าวไม่ควรเก็บไว้ในรถอาจรวมถึงกระจกรถราวก็เป็นได้ ซึ่งสิ่งของที่มีรอยร้าว จะทำให้ประสบพบเจอแต่เรื่องแย่ๆแต่ถ้ามองอีกทางหนึ่งคือของที่เกิดรอยราวนั้นเป็นสิ่งของชำรุด หากเกิดแตกออกอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อเร็วก็ได้ 6.พวงมาลัยแห้ง ในความเชื่อของคนไทยเชื่อว่ารถทุกคนมีแม่ย่านางอยู่แล้ว การนำพวงมามาแขวนเพื่อบูชานั้นเป็นเรื่องที่ควรทำ แต่ก็ควรเปลี่ยนเมื่อพวงมาลัยแห้งเป็นประจำ เพราะพวงมาลัยแห้งแสดงให้เห็นถึงการเดินทางในแต่ละครั้งไม่ราบรื่น แต่ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วเมื่อพวงมาลัยแห้งก็จะเกิดเชื้อรา เมื่อเปิดแอร์เชื้อราเหล่านั้นก็จะฟุ้งกระจายทำให้ไม่สบายหรือป่วยได้

บ้าน สวน และเกษตร

เผยวิธี คั่วพริกแห้ง แบบไม่ฉุน เก็บได้นาน และไม่มีเชื้อรา

หลายคนคงเคยเจอปัญหานี้ เมื่อคั่วพริกแห้ง เพื่อจะทำพริกป่นเก็บไว้ทานเอง แบบไม่ต้องซื้อ แต่พอคั่วทีไรอุปสรรคสำคัญนั้นก็คือกลิ่นดันฉุนมาก รบกวนผู้อื่นในละแวกบ้านใกล้เคียง ฉุนไปสามบ้านแปดบ้าน ไม่ไหวจริงๆ ไอจามกันตั้งแต่หัวซอยยันท้ายซอยเลยก็ว่าได้ มิหนำซ้ำยิ่งถ้าเป็นหน้าร้อน คนทำเองก็ยังแสบร้อนไปทั้งหน้าทั้งตา กว่าจะได้พริกป่นสักกระปุกเก็บไว้ทานนั้นไม่ง่ายเลย พริกคั่วเป็นเครื่องปรุงรส ที่คุณแม่บ้านมักจะคั่วไว้ทานเอง เพราะพริกที่คั่วเองนั้นจะ ไม่ไหม้ และมีกลิ่นหอม ได้สีสวยตามที่เราต้องการ แต่ก็มีแม่บ้านบางคนที่หาซื้อพริกที่คั่วมาแล้ว จะได้ไม่ต้องเสียเวลามา คั่วพริก เอง แถมยังคั่วพริกทีไรก็มีกลิ่นฉุนรบกวนผู้อื่นทำให้ ไอ และ จามอยู่เสมอ วันนี้จึงขอแนะนำเคล็ดลับดีๆของการ คั่วพริกแห้งไม่ให้ฉุน ไปดูขั้นตอนกันเลย ซึ่งมีเคล็ดลับง่ายๆ ในการคั่วพริก ไม่ให้มีกลิ่นฉุนมาฝากคุณแม่บ้าน เพียงแค่ใช้น้ำมันพืชทาลงในกระทะที่จะคั่วพริกให้ทั่ว และเปิดไฟอ่อนๆ แล้วนำพริกไปคั่วปกติ เพียงเท่านี้คุณแม่บ้านก็จะได้พริกคั่วที่น่าทาน แล้วกลิ่นพริกคั่วยังหอม และไม่ส่งกลิ่นฉุนรบกวนผู้อื่นทำให้ไอ หรือ จามด้วย แนะนำมาว่าให้โรยเกลือเล็กน้อยหลังจากทาน้ำมันในกระทะคนไปมาให้ทั่วกระทะก่อนนำพริกลงคั่ว และใส่ใบมะกรูดคั่วด้วย 2-3 ใบ เพียงง่ายๆ แค่นี้ก็สามารถดับกลิ่นฉุนตอนคั่วพริกไม่ให้ไปรบกวนเพื่อนบ้านได้แล้ว คั่วจนพริกสุกได้ที่สีสวยแล้วก็นำมาบดด้วยครก หรือ จะปั่นด้วยเครื่องปั่นก็ได้เพียงเท่านี้คุณแม่บ้านก็จะได้พริกป่น หอมเผ็ด สีสวยเก็บได้นาน ไว้ทานกันแล้ว ชมจากคลิปนี้ได้เลย ขอบคุณคลิปจาก : FayNoy Happy

เตือน 12 ลักษณะบ้านไม่ดี ส่งผลเสียต่อผู้อยู่โดยตรง ต้องแก้ไข

ฮวงจุ้ย เป็นศาสตร์ที่สามารถดึงเอาพลังของธรรมชาติที่ดี มาส่งเสริมเรา และทอนพลังธรรมชาติที่ไม่ดี ที่ติดลบออกไป พลังธรรมชาติที่ดีนั้น มาจากไหน และอยู่ที่ใด ตอบง่าย ๆ คือ มันมาจากสิ่งแวดล้อม ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และที่มนุษย์สร้างขึ้นนั่นแหละ และที่ใกล้ตัวทีสุด ก็คือ บ้านที่อยู่อาศัย ที่คุณอยู่นั่นเอง ฉะนั้นถ้าโชคชะตาของคุณเข้มแข็ง ฮวงจุ้ยที่ดีก็จะผลักดันให้ความพยายามของคุณ พบกับความสำเร็จที่สูงสุด แต่ถ้าฮวงจุ้ยไม่ดี ก็จะเป็นถ่วงหรือเหนี่ยวรั้ง ไม่ให้คุณบรรลุเป้าหมายดังที่ต้องการ ฮวงจุ้ยบ้าน ไม่ได้หมายความถึงเรื่องตำแหน่งและที่ตั้งของบ้านเท่านั้น แต่ยังหมายถึงรูปแบบการออกแบบและตกแต่งบ้านทั้งภายในและภายนอกอีกด้วย ทั้งนี้ฮวงจุ้ยเป็นศาสตร์ที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยอยู่เย็นเป็นสุข แต่ถ้าในบริเวณบ้านมีสิ่งที่ขัดต่อหลักฮวงจุ้ย ผู้อยู่อาศัยก็อาจจะมีปัญหาและเกิดความทุกข์ได้เช่นกัน เราได้รวบรวมหลักฮวงจุ้ยต้องห้าม ซึ่งส่งผลเสียกับทั้งสุขภาพ หน้าที่การงาน และการเงินของผู้อยู่อาศัย ซึ่งมีด้วยกัน 12 ลักษณะดังนี้ 1. มีต้นไม้ใหญ่ เสาไฟ หรือเสาหลัก ขวางตรงประตูหน้าบ้าน สิ่งของเหล่านี้ถือเป็นสิ่งอัปมงคล ไม่ควรให้ตั้งอยู่หน้าบ้าน 2. มีกระแสลมแรงพัดผ่านตลอดเวลา พลังของลมจะพัดพาเงินทองทรัพย์สินไม่ให้เหลือเก็บ แต่ถ้าไม่มีลมพัดเลย พลังงานที่ดีก็จะไม่หมุนเวียน ฮวงจุ้ยที่ดีคือมีลมพัดผ่าน อากาศถ่ายเทดี แต่ไม่ใช่ลมพัดแรงตลอดเวลา 3. มีคลอง ร่องน้ำ ไหลผ่านตัวบ้าน ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย 4. ด้านหน้าบ้าน เป็นโรงพัก ศาลเจ้า เรือนจำ สถานีดับเพลิง สถานที่เหล่านี้คือแหล่งรวมของเรื่องทุกข์ร้อนและความเดือดเนื้อร้อนใจ ซึ่งจะส่งผลมาถึงคนในบ้านด้วย 5. ทางชันพุ่งเข้าหาประตู เหมือนสร้างบ้านบนปลายอาวุธ มีแต่อันตราย ไม่ใช่เรื่องดี 6. ขนาบด้วยตึกสูง ทั้ง ซ้าย-ขวา หรือ หน้า-หลัง ในลักษณะเหมือนหนีบบ้านที่อยู่ตรงกลาง ไม่ดีเพราะเป็นลักษณะของโลงศพ บ้านที่อยู่ตรงกลางเป็นศพตายไม่มีทางฟื้น เท่ากับทำมาหากินไม่ขึ้น 7. ถนนพุ่งเข้าบ้าน เป็นลักษณะของทางสามแพร่ง หรือทางผีผ่าน ยิ่งถนนยาว มีรถมาก ยิ่งอันตราย 8. มุมแหลมของบ้านด้านข้างพุ่งเข้าหาตัวบ้าน ลักษณะนี้เป็นลักษณะของศรพิฆาต พลังของความมุ่งร้ายต่าง ๆ จะพุ่งเข้ามาที่บ้าน 9. มีแอ่งตรงกลางบ้านหรือกลางตัวบ้านเป็นหลุมบ่อ กลางบ้านคือหัวใจของพลังงานในบ้าน หากยุบหรือเป็นหลุมลงไปย่อมไม่เป็นมงคล 10. ที่ดินปากทางน้ำ ถือว่าไม่เป็นมงคล เพราะน้ำไหลตลอดเวลา เก็บทรัพย์ไม่ได้ ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกกัดเซาะและน้ำท่วมอีกด้วย 11. ใกล้ทางโค้ง คล้ายรูปเคียวโดยเฉพาะสะพาน หรือวงเวียน มองเห็นรถหรือสิ่งที่จะเข้ามาในบ้านได้ยาก อาจอันตรายทั้งจากโจรขโมยและเป็นจุดดักพลังงานที่ไม่ดี 12. มืดและเย็น แสดงว่ามีพลังหยินมากเกินไป ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย

เล็บครุฑลังกา ต้นไม้รักษ์โลก ใช้ใบแทนโฟมห่ออาหาร ปลูกง่ายใช้งานสะดวก

เป็นอีกหนึ่งไอเดียในการลดภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างดี เมื่อสมาชิกพันทิป ง๊องแง๊งงอแง ตั้งกระทู้ "เล็บครุฑลังกา ต้นไม้สำหรับคนรักษ์โลก ใช้ใบแทนโฟม" โดยใช้ใบจากต้นเล็บครุฑลังกา ที่มีสารพัดประโยชน์ มาห่อแทนภาชนะอื่นๆ โดยสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เริ่มมีการนำใบเล็บครุฑลังกามาเป็นภาชนะห่ออาหารขายกันบ้างแล้ว โดยต้น เล็บครุฑลังกา ถือเป็นต้นไม้ยืนต้น ใบมีลักษณะใบห่อๆ รูปร่างคล้ายถ้วยชาม หลังจากปลูกไปสักระยะขนาดของใบจะใหญ่กว่าฝ่ามือคน นอกจากจะนำมาใส่อาหารแทนภาชนะได้แล้ว ส่วนของใบยังสามารถนำมารับประทาน หรือนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง ส่วนของใบเล็บครุฑลังกาสามารถนำมาทำได้ทั้งแกง ต้ม กินสด และห่อหมก โดยมีลักษณะคล้ายใบพลูแต่กลิ่นอ่อน นำมาปลูกใส่กระถาง หรือลงดินก็ได้ ชื่นชอบอากาศชื้น ปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย แต่ถ้าหากอยากได้ใบที่มีขนาดใหญ่แนะนำให้ปลูกลงดิน ต้นมีความทนทาน และไม่จำเป็นต้องคอยรดน้ำทุกวัน ที่มา : ง๊องแง๊งงอแง

หนุ่มลุยทุบบ้านทั้งหลัง ลงมือปรับปรุงกันเอง

เชื่อว่าหลายๆคนคงมีความฝันที่ยิ่งใหญ่แตกต่างกันออกไป แต่ความฝันที่ยิ่งใหญ่ของเรานั้นกว่าจะไปถึงได้ มันมักไม่เลย ต้องผ่านอะต่างๆนาๆจบบ้างครับทำให้เราท้อแท้ใจได้ วันนี้เรามีเรื่องราวที่จะเป็นกำลังใจให้กับหลายๆคนได้มีกำลังใจ ในการฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆนาๆให้ถึงความฝันให้ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของผู้ใช้เฟสบุ๊ครายหนึ่งชื่อ รถไทเทเทียม ช๊อบได้แท็คเพื่อนอีก 4 คนประกอบด้วย ต้นฝน แอ๊นซ์,Newwii Prapadsorn,Chakkaphong Khotthong และ Krit PiemThongkham โพสต์ภาพพร้อมข้อความว่า ไครจะรู้ว่าหูผมผ่านคำนินทาอะไรมาบ้าง ทุบทั้งหลังจะทำไรบ้าป่าว ทำกันเองได้หรอทำไมไม่จ้างช่างฝีมือ เด็กๆทำจะไปสู้ผู้ใหญ่ทำได้ไง จะออกมาแบบไหน ป้าจะคอยดู สารพัดคำพูดเลย แต่สุดท้ายผมก็ผ่านมันมาได้ ต้องขอบคุณน้อง ต้น/โม/เตอร์ ที่ช่วยทำด้วยกันจนเสร็จ ความฝันของผมสำเร็จแล้วกับบ้านสายชิคๆแบบผม นี้แหละสไตร์รถไทเทเทียม เหมือนใครไม่ใช่ผม ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ซึ่งเป็นการพูดถึงว่า กว่าฝันจะเป็นจริงได้นั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องเจอกับคำถามต่างๆนาๆ คำนินทาอีกมากมาย แต่ก็ไม่มีอะไรที่จะห้ามเข้าได้ ด้วยการลงมือฝ่าฟันอุปสรรค เพื่อไปให้ถึงฝั่งฝัน โดยมีคติประจำใจว่า เหมือนใครไม่ใช่ผม และไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ทำให้เขานั้นได้ซื้อบ้านทาวน์โฮมหลังหนึ่งที่ดูเล็กๆ และอึดอัดเป็นอย่างมาก   ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : รถไทเทเทียม ช๊อบ

แปลงโฉม โฟมจากกล่องเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นสวนน้ำตกด้วยงบไม่ถึง 500 บาท

เป็นการนำสิ่งของเหลือใช้ มาดัดแปลงเป็นของตกแต่งบ้านได้อย่างสร้างสรรค์ โดยเป็นไอเดียจากสมาชิกทวิตเตอร์รายหนึ่ง ตั้งกระทู้เอาไว้เป็นแนวทาง สำหรับการนำแท่งโฟมจากในกล่องเครื่องใช้ไฟฟ้า มาทำเป็นสวนน้ำตกเล็กๆด้วยงบประมาณไม่ถึง 500 บาท แถมยังใช้อุปกรณ์เพียงไม่กี่อย่างและหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป ผู้ใช้ทวิตเตอร์ ตั้งกระทู้ แนะนำอุปกรณ์การทำได้แก่ 1.โฟม(ฟรีจากโฟมในกล่องเครื่องใช้ไฟฟ้า) 2.ตะแกรงกรงไก่ ฟรี จากเศษของเหลือ 3.สายยางเก่า 1 เมตร 4.อิฐบล็อก ทำบ่อ 8 ก้อน ก้อนละ 6 บาท = 48 บาท 5.สีสเปรย์ 2 กระป๋อง = 100 บาท 6.ปูนฉาบ 1 ลูก = 90 บาท และปั๊มน้ำ = 250 บาท / รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด = 488 บาท ขั้นตอนการทำ นำโฟมจากในกล่องเครื่องใช้ไฟฟ้าออกมา จากนั้นก็นำ ตะแกรงกรงไก่ มาพันให้รอบตัวโฟมและยึดติดกันเอาไว้ให้เป็นรูปร่าง ฉาบปูนรอบตัวโฟมให้เป็นเนื้อเดียวกันคล้ายหิน เสร็จแล้วก็เริ่มขั้นตอนการพ่นสีตกแต่งโฟมเพื่อความสวยงาม ต่อมาเริ่มขั้นตอนการทำบ่อจาก อิฐบล็อก 8 ก้อนที่เตรียมไว้ ฉาบปูนเข้าไปเพื่อกันน้ำซึมออกมาจากบ่อ แล้วเดินระบบปั๊มน้ำ ส่วนเจ้าของกระทู้นำงบอีกกว่า 250 บาท ไปซื้อของมาตกแต่งรอบๆน้ำตกเพิ่มเติม ถือเป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน ที่มา : สมาชิกหมายเลข 2151651

สาวรีวิว ชุบชีวิตห้องครัวอายุกว่า 20 ปี จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม

ถือเป็นไอเดียการตกแต่งห้องครัวที่หลายคนสามารถเอาไปเป็นแนวทางกันได้ หลังจากสมาชิกพันทิปรายหนึ่งตั้งกระทู้ การรีโนเวทห้องครัวอายุมากกว่า 20 ปี โดยตอนแรกมีสภาพค่อนข้างรกและเต็มไปด้วยสิ่งของจำนวนมากภายในห้อง แต่ภายหลังจากปรับปรุงเสร็จเรียบร้อย จากห้องครัวเก่าก็กลายมาเป็นห้องครัวในฝันของใครหลายคนเลยทีเดียว เจ้าของกระทู้โพสต์ข้อความเริ่มต้นว่า "ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ประมาณ 60,000 บาทค่ะ ต่อไปเป็นขั้นตอนการทำงานนะค่ะ ห้องครัวดั้งเดิม หันหน้าออกไปทางประตู โดยค่าใช้จ่ายต่างๆมีดังนี้" ค่าแรงคิดเหมา 15,000 บาท, ที่ดูดควัน+เตาแก๊ส 8,990 บาท, ซิงค์ล้างจาน 2,690 บาท, กระเบื้อง 5,000 บาท, สีเขียว (คนขายแนะนำสีทาหลังคาค่ะ) 1,950 บาท, หน้าต่างบานคู่ 2,790 บาท, หน้าต่างบานเดี่ยว 2,690 บาท, ตู้ลิ้นชัก 3,200 บาท, บานซิงค์คู่ 4 ชิ้น 3,960 บาท, บานถังแก๊ส 940 บาท, ประตู 555 บาท, วงกบ 790 บาท และ ที่เหลือเป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ นานา ขั้นตอนแรกคือ ขนของออก จากนั้น เริ่มเทพื้นปูน และก่อเคาท์เตอร์ ปิดรูระบายอากาศตรงผนังทั้งสองฝั่ง แล้วติดหน้าต่างบานใหม่ลงไป ต่อมาเริ่ม ติดบานซิงค์ด้านล่าง, ติดฝ้าเพดาน, ปูกระเบื้อง, ปูกระเบื้องท็อปเคาท์เตอร์, งานไฟฟ้า และฝังซิงค์น้ำ เสร็จแล้วลงมือ ทาสีทั้งภายในและภายนอก เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน ทั้งหมดนี้ช่างใช้เวลาทำงาน 15 วัน, ขนาด 2.5×5.2 - 13 ตารางเมตร, ห้องครัวมีอายุ 20 กว่าปีได้ สมัยนั้นสร้างด้วยเงินประมาณ 20,000 บาท, ลานหน้าห้องครัวยังไม่เสร็จดี เพราะคุณพ่อมีโครงการต่อหลังคาและเทพื้น สำหรับตั้งโต๊ะกินข้าวหน้าห้องครัว, ห้องครัวนี้จริงๆ ปล่อยรกร้างขาดการดูแลมากว่า 3 ปี สภาพเลยเป็นอย่างที่เห็น ที่มา : สมาชิกหมายเลข 2395961

เตือน 10 ฮวงจุ้ย ห้ามมีเด็ดขาด เงินทองรั่วไหล มีเท่าไหร่ ก็เก็บไม่อยู่

“ฮวงจุ้ย“ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนให้ความสำคัญ เพราะมีผลกับความเป็นอยู่ของคนในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชีวิต หน้าที่การงาน ความรัก-ความสัมพันธ์  1. มีแหล่งน้ำกลางบ้าน ที่บ้านของคุณมีแหล่งน้ำอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของบ้านหรือเปล่า  เช่น – ห้องน้ำ – ตู้ปลา – อ่างน้ำพุ – บ่อน้ำ ถ้าตั้งอยู่บริเวณจุดศูนย์กลางของบ้าน ถือว่าไม่ดีมากๆ เพราะความชื้นที่สะสม จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและโชคลาภของคุณ ทำให้มีเหตุที่จะต้องเสียเงินอยู่บ่อย ๆ วิธีแก้ไข – ถ้าเป็นสิ่งของที่สามารถทำการเคลื่อนย้ายได้ ก็ให้เคลื่อนย้ายออกไปจากบริเวณจุดศูนย์กลางของบ้าน – ถ้าเป็นห้องน้ำ ให้นำม่านหรือมู่ลี่ติดหน้าประตูห้องน้ำ ปิดฝาชักโครก ปิดประตูห้องน้ำตลอดเวลา และแนะนำให้นำกระถางต้นไม้ประเภทไม้ใบ ไปตั้งไว้ในห้องน้ำ ให้ตักเกลือ 2 ช้อนโต๊ะใส่ถ้วยเล็กๆ แล้วนำไปวางไว้ด้านข้างชักโครกเพื่อดูดกลิ่น และดูดความชื้น 2. ตั้งหิ้งบูชาเหนือขอบประตู ตำแหน่งที่เหมาะกับการตั้งหิ้งบูชา คือบริเวณที่ค่อนข้างเงียบสงบ และต้องตั้งในที่ที่มีผนังทึบตัน หรือให้หลังหิ้งพระมีที่พิงอันมั่นคงแน่นหนา การตั้งหิ้งบูชาไว้เหนือขอบประตูถือว่าเป็นจุดเสีย เพราะบริเวณนั้นมีคนเดินผ่านไปมา มีพลังการเคลื่อนไหว จะส่งผลเสียต่อพลังศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยมีแต่ความเสื่อมถอยมากกว่าความเจริญ วิธีแก้ไข – ควรย้ายมุมจัดตั้งหิ้งบูชาไปไว้ผนังด้านอื่น และควรให้หิ้งหันหน้าไปทางประตูหน้าบ้านจึงจะมีผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำมาค้าขาย 3. เตียงอยู่ใต้คาน ไม่ควรวางเตียงไว้ใต้คาน เพราะถือว่าเป็นจุดที่ไม่ดี พลังกดทับจากคาน จะมีผลต่อสุขภาพ ทำให้ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง เจ็บป่วยได้ง่าย อาจปวดศีรษะและแน่นหน้าอกได้บ่อยๆ คู่สมรสมักจะเกิดความไม่ลงรอยกัน ทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่ตลอดเวลา และจะมีผลมากที่สุดหากคานมีขนาดใหญ่ และอยู่ห่างจากตัวเราไม่เกิน 2.5 เมตร วิธีแก้ไข – ควรย้ายเตียงไปอยู่ในตำแหน่งอื่นให้พ้นจากคานนั้น – หากไม่สามารถทำได้ ให้ตีฝ้าปิดคานนั้นเสีย – ใช้ผ้าผืนใหญ่ขนาดเท่ากับความกว้างของเตียง ปิดเหนือเตียง เพื่อไม่ให้เห็นขื่อคานนั้น และเป็นการกระจายพลังงานที่กดทับของคานให้ลดน้อยลง 4. เสาไฟฟ้าตั้งอยู่หน้าบ้าน หากว่ามีเสาไฟฟ้าตั้งอยู่ตรงกับหน้าบ้านพอดี ถือว่าเป็นลักษณะที่ไม่ค่อยดีนัก ทำให้บ้านของคุณขาดพลังความสมดุล มีผลให้สภาพจิตใจไม่ปกติ โมโห หงุดหงิดง่าย และมักออกอาการเกรี้ยวกราดง่ายอยู่เสมอ ทำให้ขาดโชคลาภ หากมีเสาไฟฟ้าแรงสูงอยู่ด้านหน้าบ้าน หรือด้านข้างของบ้าน พลังของคลื่นไฟฟ้าจะส่งผลต่อระบบเลือดภายในร่างกาย ทำให้เลือดหนืด เม็ดเลือดอาจผิดปกติ เกิดโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ หรือโรคเรื้อรัง วิธีแก้ไข – ให้หาลูกแก้วคริสตัลหรือโมบายมาแขวนหน้าประตูบ้าน เพื่อช่วยสะท้อนและกระจายสิ่งที่ไม่ดีให้ออกไปจากบ้าน – ไม่ควรนอนในห้องที่อยู่ใกล้เสาไฟฟ้า – ปลูกต้นไม้ให้สูง บังเสาไฟฟ้า – ติดธงชาติ ให้โบกสะบัด พัดพลังงานให้กระจาย 5. หันหัวเตียงติดห้องน้ำ การตั้งหัวเตียงไปชิดกับผนังด้านที่เป็นห้องน้ำถือว่าไม่ดีอย่างยิ่ง และถ้ายิ่งจุดที่ตั้งของชักโครกตรงกับหัวเตียงด้วยแล้วยิ่งไม่ดีอย่างมาก เพราะจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีอารมณ์แปรปรวนง่าย อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ถ้าห้องน้ำไม่มีแดดส่งถึง จะทำให้เป็นโรคภูมิแพ้ หอบ หืด โชคลาภก็พลอยหดหายไปด้วย วิธีแก้ไข – ควรย้ายหัวเตียงหันไปทางอื่น – หากไม่สามารถหันได้ ให้ทำฉากกั้น ขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้เตียงอยู่ห่างจากผนัง และไม่ได้ยินเสียงในห้องน้ำ รวมทั้งป้องกันความชื้นที่ส่งมายังศีรษะเวลานอนด้วย 6.

เผย วิธีเลือก นิ้วสวมแหวน เพื่อเสริมโชคลาภ วาสนา การเงิน

แหวน ถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องประดับที่แฝงความหมายมากมายไว้ในตัวมันเอง ทั้งบ่งบอกสถานะความรัก เพิ่มพลังให้กับความรัก หรือแม้กระทั่งเสริมบารมีให้กับตำแหน่งหน้าที่การงานและการเงิน ซึ่งในการสวมใส่แต่ละนิ้ว จะส่งเสริมพลังด้านบวกต่างๆ แตกต่างกันออกไป และความหมายของแหวนแต่ละรูปแบบที่ใส่ก็ต่างกันไปอีกด้วย โดยวันนี้จะพาคุณไปรู้จักความหมายเหล่านั้นกันครับ... การใส่แหวนแต่ละนิ้วช่วยส่งเสริมด้านใด ?? -นิ้วนางข้างขวา- เสริมพลังความรักให้มั่นคง คนรักไม่นอกใจ -นิ้วก้อยข้างซ้าย- เสริมพลังรัก เสริมโชคด้านความรัก -นิ้วชี้ข้างขวา- เพิ่มเสน่ห์ดึงดูดใจให้คนที่เราแอบรักสนใจ -นิ้วกลางข้างซ้าย- ไล่สิ่งชั่วร้าย สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง -นิ้วกลางข้างขวา- เพิ่มพลังโชคลาถ มีโชคเรื่องการเงิน -นิ้วก้อยข้างขวา- เสริมเสน่ห์ ดูโดดเด่น ไม่เหมือนใคร -นิ้วก้อยข้างซ้าย- เสริมดวงความรัก รักสมหวัง มีโชคด้านความรัก ไม่นก ไม่อกหัก -นิ้วหัวแม่มือซ้ายขวา- เพิ่มเสน่ห์ ใครเห็นก็เอ็นดู หลงรัก แหวนแบบนั้น มีความหมายและช่วยส่งเสริมด้านใดบ้าง ?? 1. แหวนเม็ดเดี่ยว ( Solitaire ) เป็นแบบแหวนเพชรที่นิยมใช้ในการหมั้นหมาย เพชรเม็ดเดี่ยวสื่อถึง ความหมายว่ารักเดียวใจเดียวโดยมากรู้จักกันในนาม แหวนเพชรเม็ดชู ที่เน้นความเรียบง่ายที่ตัวเรือน หรือ ประดับเพชรเม็ดเล็ก ๆ เพื่อให้เน้นเม็ดยอดของเพชรเม็ดเดี่ยวได้แสดงตัวตนมากที่สุด โดยการฝังมักมีการเปิดให้แสงเข้าถึงเนื้อเพชรได้มากที่สุด จะไปโดดเด่นที่เพชรเม็ดเดียวที่มี ซึ่งเปรียบเสมือน การแทนคำสัญญาว่าจะรักเดียว และซื่อสัตย์ต่อกันตลอดไปซึงแหวนเพชรเม็ดเดี่ยวนี้ มักจะให้ความสำคัญที่ตัวเพชร เรื่องขนาด สี ลักษณะเหลี่ยมมุุม ความสะอาดของเพชรว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเพชรกลมเหลี่ยมเกสร ซึงถือว่าเป็นอมตะของรูปทรงแห่งเพชร มักจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ฉะนั้นแหวนเพชรเม็ดเดี่ยวนี้จึง เป็นที่นิยมมอบให้กับเจ้าสาวมาตลอด เนื่องด้วยความหมายดี และมีคุณค่า 2. แหวนรอบนิ้ว หรือ แหวนรอบวง ( Eternity Rings / Infinity Rings ) ลักษณะของแหวนรอบนิ้ว , แหวนรอบวง หรือ Eternity Ring (บางคนเรียก Infinity Rings) คือแหวนที่มีเพชรประดับอยู่รอบๆวง ไม่มีจุดเริ่มต้น และไม่มีจุดสิ้นสุด ความหมายของแหวน จึงเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก รักที่ไม่มีวันสิ้นสุด หรือ ความหมายเดียวกับเลข 0 หรือ เลข 8 นั่นเอง ซึ่งถือเป็นเลขมงคล แหวนEternity Rings จึงได้ถูกใช้เป็นแหวนหมั้น แหวนแต่งงาน หรือเป็นข้อพิสูจน์ต่อไปถึงเหตุการณ์ที่สำคัญในความสัมพันธ์ที่โรแมติก (นั่นคือวันครบรอบปี, คลอดบุตร, การต่ออายุของคำสัตย์สาบาน, และอื่น ๆ ) จึงเป็นแหวนที่มีความหมายที่โรแมนติคเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันตัวของแหวนเองก็สามารถสวมใส่ได้ทุกๆวันอย่างไม่เคอะเขิน เพราะเพชรเม็ดเล็ก

ครั้งเมื่อ สื่อดังต่างชาติ บุกหา หลวงปู่แหวน เพื่อสอบถาม เรื่องราวอัศจรรย์

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า "หลวงปู่แหวน สุจิณโณ" นั้นเป็นพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  แต่สิ่งที่ทำให้หลวงปู่แหวนเป็นที่รู้จักของชาวพุทธทั้งประเทศนั้นหาใช่วัตรปฏิบัติทางธรรมของท่านไม่ หากแต่เป็นเรื่องของอภินิหาร  และอภินิหารอันเป็นที่โจษจันมากที่สุดก็คือกรณี "หลวงปู่แหวนเหาะได้" นั่นเอง จากเหตุการณ์ที่นายทหารคนหนึ่งพบเห็นพระภิกษุชราลอยอยู่บนก้อนเมฆขณะกำลังขับเครื่องบินเหนือน่านฟ้า และได้ตามหาตัวจนกระทั่งพบว่าเป็นหลวงปู่แหวนในเวลาต่อมานั้น เหตุการณ์อัศจรรย์นี้มิได้เป็นที่โจษจันกล่าวขานเฉพาะในหมู่ชาวพุทธไทยเท่านั้น เพราะเมื่อเรื่องนี้รู้ถึงหูสื่อฝรั่งต่างชาติเข้าก็ถึงขนาดต้องส่งนักข่าวมาทำสกู๊ปข่าวกันเลยทีเดียว  สื่อที่ว่านี้ก็คือ "เอเชียแมกาซีน" ซึ่งได้ส่งนายชาร์ลส์ บราวส์ มาทำข่าวและเขียนเป็นบทความขึ้นมา  บทความชิ้นนี้เขียนไว้ว่า "ความเชื่อในสิ่งนอกเหนือธรรมชาติหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องธรรมดาในเมืองไทย เพราะที่นี่มีผีและวิญญาณอยู่ทุกหนทุกแห่ง  ไม่ว่าจะปลูกบ้าน เดินทางไปเมืองนอก หรือเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี ก็จะต้องมีผู้ชำนาญการคอยช่วยชี้แนะ เช่น โหร คนเข้าทรง ฯลฯ  แม้แต่พระสงฆ์ในพุทธศาสนาก็มีหลายรูปที่มีเรื่องศักดิ์สิทธิ์ให้เล่าถึงกัน  หนึ่งในบรรดาพระสงฆ์นั้นก็คือ 'หลวงปู่แหวน' ซึ่งผู้สื่อข่าวได้บรรยายให้เห็นถึงภาพพจน์ที่คละเคล้าด้วยเรื่องราวที่แสดงถึงอารมณ์ขัน ความน่าเชื่อถือ ความเคารพศรัทธา และความรู้สึกเชื่อครึ่ง-ไม่เชื่อครึ่ง ตลอดจนปรัชญาของท่าน "คณะของเรามีเจ็ดคน คือ แพทย์สี่ พยาบาลหนึ่ง ช่างภาพสอง (เพราะท่านนายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ถ่ายภาพของหลวงปู่แหวนเพื่อนำไปติดไว้ที่อาคารหลังใหม่ของโรงพยาบาลนครเชียงใหม่)  ปีนี้หลวงปู่แหวนอายุ ๙๒ ปี  ท่านยังสุขภาพดี แต่ตาเจ็บ คณะแพทย์จึงต้องเดินทางไปตรวจรักษา  วัดอยู่ในหมู่บ้านดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว เหนือเชียงใหม่ไปร้อยกิโลเมตร  ประชาชนเพิ่งจะได้ยินชื่อเสียงของหลวงปู่แหวนเมื่อห้าปีมานี้เอง  ผู้เขียนเอง (ชาร์ลส์ บราวส์) ยังไม่เคยได้ยินชื่อท่านมาก่อน  ชาวบ้านในแถบนั้นเชื่อว่าท่านเป็นอรหันต์ เพราะท่านมีเมตตาธรรมต่อพวกเขามาก  แต่ความจริงแล้ว หากไม่มีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นเมื่อห้าปีที่แล้ว คนในอำเภอพร้าวก็คงจะไม่มีใครได้ยินชื่อหรือรู้จักหลวงปู่แหวนอย่างในตอนนี้เลย "เรื่องมีอยู่ว่า  นักบินแห่งกองทัพอากาศไทยคนหนึ่ง ขณะบินอยู่นั้น (ผู้เขียนไม่ทราบว่าบินสูงแค่ไหน เอาเป็นว่าบินอยู่บนท้องฟ้า ปะปนอยู่กับหมู่เมฆ) เขาก็สังเกตเห็นพระรูปหนึ่งนั่งสมาธิอยู่นอกเครื่องบิน  แน่ละ...เขาคิดว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดจึงเล่าให้เพื่อนฟัง แต่ก็ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป  นักบินคนนั้นกางแผนที่สำรวจว่าบริเวณนั้นคือที่ไหน ก็พบว่าอยู่เหนือดอยแม่ปั๋ง  เขาเดินทางไปที่นั่นและสอบถามชาวบ้านจนได้รู้ว่าหลวงปู่แหวนเป็นพระที่ชาวบ้านเคารพนับถือมากที่สุด  เขาจึงปลงใจเชื่อว่าน่าจะเป็นรูปเดียวกันกับที่เขาเห็น "ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลวงปู่แหวนก็กลายเป็นพระที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ  ผู้คนต่างพากันเดินทางไปนมัสการและอยากจะพบตัวท่าน  รูปภาพและเหรียญรูปเหมือนของท่านก็มีขายทุกหนทุกแห่ง  ในวันที่ผู้เขียนไปถึงนั้นมีรถโดยสารขนาดใหญ่สองคัน แต่เจ้าอาวาสไม่ให้ใครเข้าพบหลวงปู่แหวน ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นที่เข้าใจกันได้ด้วยเหตุผลที่ว่า ท่านแก่ชรามากแล้ว และต้องการพักผ่อน  หากใครอยากพบเห็นก็ให้มาแต่เช้า ฯลฯ  ผู้เขียนจะไม่เล่าเรื่องนี้ในรายละเอียด  แต่เป็นเรื่องตลกอย่างหนึ่งที่ได้ยินคนที่มาวัดแล้วไม่ได้พบหลวงปู่แหวนพูดกันว่า เจ้าอาวาสลั่นกุญแจขังท่านไว้ในห้อง "อย่างไรก็ดี  คณะของผู้เขียนได้เข้าพบหลวงปู่แหวนในห้อง แล้วช่วยกันประคองท่านออกมาที่นอกชานเพื่อถ่ายรูป นั่นนับเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนเห็นหลวงปู่แหวนและได้เห็นอย่างใกล้ชิด แต่ขอบอกถึงความรู้สึกจริง ๆ ว่าไม่ได้เห็นว่าท่านมีอะไรพิเศษ  ระหว่างที่ช่างถ่ายรูปนานถึงครึ่งชั่วโมงนั้น ท่านก็นั่งเฉย ไม่เคลื่อนไหวใด ๆ ทั้งสิ้น แม้แต่ตาก็ไม่กะพริบ ทุกอย่างนิ่ง จนผู้เขียนนึกประหลาดใจว่าท่านยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ... เวลาผ่านไปสักพัก

“3 อาหาร” ที่ไม่ควร “นำมาอุ่นซ้ำ” กินแล้วส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างร้ายแรง

เรียกได้ว่าเกือบทุกคนที่เวลานำอาหารไปแช่ตู้เย็น แล้วมักจะนำอุ่นร้อนก่อนรับประทานอีกครั้ง โดยไม่รู้ว่าอาหารบางชนิดอาจทำให้คุณเจ็บป่วยได้ ข้อมูลจากสำนักงานมาตรฐานอาหาร เผยว่า "การจะรับประทานให้ปลอดภัยจะต้องทำให้สุก สะอาด ปรุงแต่งน้อย และหลีกเลี่ยงการปนเปื้อน ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือ การปรุงอาหารให้สุกก่อนรับประทานเสมอ เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อาจเป็นอันตราย แต่การให้ความร้อนแก่อาหารมากกว่า 1 ครั้ง หรืออุ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจทำให้อาหารเป็นพิษได้ โดยเฉพาะอาหารดังต่อไปนี้ 1.ไข่ต้มและไข่กวน อาหารที่มีไข่เป็นส่วนประกอบสามารถนำมาอุ่นซ้ำได้ไม่มีปัญหา แต่สำหรับไข่ต้มและไข่กวนที่ได้รับความร้อนซ้ำๆ จะทำให้โปรตีนในไข่เปลี่ยนสภาพ อาจส่งผลให้ผู้รับประทานไม่สบายได้   2.เนื้อไก่ การนำเนื้อไก่สุกแช่เย็นไปให้ความร้อนซ้ำ จะทำให้โปรตีนที่ซับซ้อนในเนื้อไก่แปรสภาพ อาจทำให้บางคนที่รับประทานเข้าไปเกิดปัญหาในระบบทางเดินอาหาร 3.ข้าว สำหรับข้าวนั้น อันที่จริงแล้วการอุ่นข้าวไม่ได้ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษโดยตรง แต่มันขึ้นอยู่กับการเก็บข้าวสารว่าสะอาดปลอดภัยหรือไม่ หากข้าวสารมีสปอร์ของเชื้อแบคทีเรีย เมื่อหุงสุกแล้วเชื้อก็ยังไม่ตาย และจะสามารถเจริญเติบโตได้ถ้าถูกทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง เมื่อนำไปอุ่นซ้ำก็จะก่อเกิดสารพิษที่ทำให้อาเจียนหรือท้องเสียได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามจึงไม่ควรวางข้าวสุกที่ทานไม่หมดทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง

ซุปก้อน ที่ทานกันประจำ ยิ่งกินมาก สุขภาพยิ่งพังเร็ว

หลายคนคงต้องการความสะดวกสบายรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แม้แต่เรื่องอาหารการกิน เวลาที่เราจะประกอบอาหารแต่ละครั้งก็ต้องการความสะดวกรวดเร็ว ไม่สามารถมาประณีตประนอมได้แบบในอดีต ดังนั้นผลิตภัณฑ์เพื่อความสะดวกในการทำอาหารจึงมีออกมามากมาย โดยเฉพาะ “ซุปก้อนหรือซุปผง” ซึ่งหลายคนอาจจะไม่ทราบและไม่ได้ใส่ใจสังเกตกันมากนัก แต่เมื่อได้รู้ส่วนผสมแล้ว ทำเอาถึงกับพูดไม่ออกกันเลยทีเดียว “ซุปก้อนหรือซุปผงสำเร็จรูป” มีให้เลือกหลากหลายรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นซุปหมู ซุปไก่ ซุปต้มยำ ฯลฯ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการประกอบอาหาร และเป็นที่นิยมมากของผู้บริโภค เพียงแค่ต้มน้ำ แล้วใส่ซุปก้อนลงไป ก็ได้ซุปที่มีรสชาติใกล้เคียงกับซุปที่เคี่ยวแบบธรรมชาติ แต่เรารู้หรือไม่ว่า ส่วนผสมของซุปก้อน หากทานเข้าไปบ่อยๆก็ไม่ค่อยดีต่อร่างกายสักเท่าไหร่ เพราะในซุปก้อนมีส่วนผสม ดังนี้ 1.กลือ 26-32% เป็นส่วนประกอบหลักปริมาณมากที่สุดในซุปก้อน 2.ผงชูรส 11-32% เป็นส่วนผสมที่ใส่ในปริมาณรองลงมา ปริมาณมากน้อยแตกต่างกันแล้วแต่ยี่ห้อหรือรสชาติ 3.เนื้อสัตว์ 0.8% จากไก่อบแห้ง กระดูกไก่ กระดูกหมู ทั้งนี้ จะเห็นว่าในซุปก้อนหรือซุปผง มีส่วนผสมของเกลือ และผงชูรสเป็นส่วนใหญ่ หากรับประทานเข้าไปบ่อยๆก็คงไม่ดีต่อสุขภาพแน่นอน และถึงแม้ปัจจุบันจะมีซุปก้อน ซุปผง ที่โฆษณาว่าไม่มีส่วนผสมของผงชูรส แต่ก็ยังมากไปด้วยปริมาณของเกลือ แถมเรายังต้องปรุงเพิ่มด้วย น้ำปลา ซอส หรือเกลือเข้าไปอีก คิดดูว่าร่างกายจะต้องรับความเค็มไปมากแค่ไหน

8 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เลื่องชื่อในเรื่อง เสริมโชคลาภการเงิน บรรเทาหนี้สิน

 "8 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์" เลื่องชื่อในเรื่องขอพร “เสริมโชคลาภ” อยากรวยเป็นเศรษฐี บรรเทาหนี้สิน ห้ามพลาด!! พูดถึงเรื่องของการ “ขอพร” คงเป็นที่รู้จักกันดีของคนไทย เพราะการ ขอพร นับเป็นตัวช่วยสุดท้าย ที่คอยยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยมาตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณ ใครที่อยากรวยเป็นเศรษฐี อยากปลดหนี้สิน อยากทำธุรกิจรุ่งเรือง เงินทองไหลมาเทมา นอกจากการแข่งขันแล้ว เรื่องดวงโชคลาภก็เป็นสิ่งสำคัญ วันนี้เรามีสถานที่ขอพรเรื่องของการเสริมสิริมงคลด้านการเงินมาฝากกัน จะมีที่ไหนบ้างมาดูกันเลย 1. พระแม่ลักษมี ชั้น 4 ศูนย์การค้าเกษร สถานที่ยอดฮิตคนขอพรเรื่องร่ำรวยเงินทอง คงหนีไม่พ้นพระแม่ลักษมี เทพีแห่งความงดงาม ที่พระองค์มักประทานโภคทรัพย์ เงินทอง การทำธุรกิจ เจรจาต่อรอง รอดพ้นอุปสรรค ค้าขายราบรื่น ไม่ว่ายากดีมีจนที่มาขอพรก็มันจะสมหวังไปบ้างไม่มากก็น้อยทีเดียว สิ่งของเพื่อสักการะ ธูป 9 ดอก เทียน 1 คู่ ดอกบัว ดอกดาวเรือง ดอกมะลิ น้ำ นมจืด เหรียญหรือสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง   2. พระพรหมเอราวัณ สี่แยกราสชประสงค์ หนึ่งในสามเทพสูงสุดผู้เปี่ยมด้วยเมตตา ที่คนต่างนิยมมาขอพรโดยเฉพาะเรื่องธุรกิจ-ค้าขาย เจริญรุ่งเรือง ถึงขั้นต่างชาติจัดกรุ๊ปทัวร์มากราบไหว้โดยเฉพาะ สิ่งของเพื่อสักการะ ดอกมะลิ (หรือดอกดาวเรือง) ขนมหวานรสอ่อน และผลไม้หรือธัญพืชต่างๆ   3. พระนารายณ์หรือพระวิษณุ หน้าโรงแรม InterContinental หากธุรกิจคุณกำลังซบเซา ขอแนะนำให้ลองไปสักการะ พระนารายณ์ด้วยจิตที่ตั้งมั่นตั้งใจและหมั่นทำความดีรักษาศีลอยู่เสมอ ท่านจะบรรดาลพรให้สำเร็จในการงาน ปัญหาที่ประสบอยู่ก็จะเบาบางลงหรือหมดไป คุ้มครองชีวิตให้อยู่ดีมีสุข ร่ำรวยมั่งคั่ง เครื่องสักการะ ธูป 9 ดอก ดอกดาวเรือง ดอกบัว ดอกกุหลาบ น้ำ นมสด เนยสด กระเพรา กล้วย อ้อย มะพร้าว   4. พระสีวลี วัดเอี่ยมวรนุช 1 ในศิษย์เอกของพระพุทธเจ้า ได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศทางโชคลาภ อุดมไปด้วยโภคทรัพย์ เมื่อไปกราบไหว้ขอพรจากพระสีวลี ชีวิตจะมีโชคดีขึ้นและมีความราบรื่นก้าวหน้า มีเงินมีทองเพิ่มพูนมากขึ้น สิ่งของเพื่อสักการะ ธูป 3 ดอก เทียนขี้ผึ้งแท้ 9 เล่ม น้ำผึ้งอย่างดี 1ขวด ปัจจัย 1000 บาท หรือตามจิตศรัทธา ตั้งสมาทานศีล 5 หรือ ศีล 8 แล้วกำหนดจิตให้เป็นสมาธิ   5. สมเด็จพระเจ้าตากสิน

ADS

ติดตามเรา

ADS

เรื่องล่าสุด

หมวดหมู่

คลังเก็บ

error: ห้ามคัดลอกทุกกรณี !!