ข่าวสาร / ความรู้รอบตัว

เปิดตำนานความศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธรูปสามพี่น้อง

มีเรื่องราวที่เล่าขานกันมานานแล้วในครั้งโบราณว่าในกาลครั้งนั้นยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา ตอนปลาย มีพระพุทธรูปลอยน้ำมา3องค์ที่แม่น้ำบางปะกง พอมาถึงบริเวณสถานที่ แห่งหนึ่ง ซึ่งเรียกชื่อว่าอะไรก็ไม่ประจักษ์ ก็มีชาวบ้านเห็นพระพุทธรูปลอยน้ำมาทั้ง ๓ องค์เกิดเอะอะโวยวายขึ้นให้ช่วยกันอัญเชิญขึ้นมาบนฝั่ง ด้วยการเอาเรือออกไป อัญเชิญ ด้วยการช่วยกันยกขึ้นเรือแต่ก็ไม่สำเร็จเพราะยกเอาขึ้นมาไม่ไหว จึงเปลี่ยนวิธีการเป็นเอาเชือกเส้นใหญ่ไปคล้ององค์พระทั้ง3องค์อย่างแน่นหนา แล้วให้ชาว บ้านที่มีอยู่ชักลากดึงจะเอาขึ้นมาบนฝั่งน้ำ ทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จเพราะแรงชาวบ้านที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมายนั้น ไม่อาจจะฉุดดึงรั้งเอาองค์พระทั้ง ๓ องค์ที่ลอยปริ่มๆน้ำอยู่ขึ้นมาได้ไม่สำเร็จ เพราะเชือกขาด รั้งเอาไว้ไม่อยู่ ประกอบกับ กระแสน้ำเกิดปาฏิหาริย์ปั่นป่วนขึ้นมาเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ทำให้พระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์จมหายลับสายตาไปท่ามกลาง ความเสียดายของผู้คนที่มีอยู่ ซึ่งเห็นเหตุการณ์อย่างชัดเจน พากันยกมือไหว้ท่วมศีรษะ บางคนก็พูดว่าไม่มีบุญเพียงพอที่จะ อัญเชิญพระพุทธรูปทั้ง3องค์ขึ้นมาได้ (หลวงพ่อวัดบางพลี) ผู้คนในสมัยนั้นโจษขานกันไปต่างๆนานาพากันคิดว่าอย่างนั้นคิดว่าอย่างนี้ไปจนบางทีก็เลยเถิดไปไหนต่อไหน บ้างก็ว่า เทวดาฟ้าดินไม่โปรด หลวงพ่อก็ไม่ยอมมาประดิษฐานอยู่บนฝั่งน้ำ หากอัญเชิญขึ้นมาได้แล้ว ก็จะอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดทันที เรื่องราวการโจษขานกันไปมากมายนี้เลยทำให้ชาวบ้านพากันเรียกสถานที่ ที่พระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ มาสำแดงปาฏิหาริย์ ลอยวนเวียนไปมาว่า “สามพระทวน” เรียกกันเรื่อยไปนานเข้าก็เพี้ยนกลายเป็น “สัมปทวน” กันไปในที่สุด (หลวงพ่อวัดบ้านแหลม) จากนั้นต่อมาพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ที่ลอยน้ำมาในแม่น้ำบางปะกงก็ล่องลอยกันไปเรื่อยๆ องค์หนึ่งลอยไปทางบางพลี ไปผุดขึ้นที่ลำคลองวัดบางพลี ชาวบ้านอัญเชิญขึ้นมkประดิษฐานเอาไว้ที่วัดบางพลีได้โดยง่าย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะพระพุทธรูปองค์นี้ท่านต้องการจะประดิษฐานอยู่ ณ ที่ตรงนี้ก็ได้ อีกองค์หนึ่งลอยออกไปที่บริเวณบ้านแหลมสมุทรสงคราม ชาวบ้านตีอวนได้องค์พระขึ้นมาแล้วอัญเชิญไปประดิษฐาน ที่วัดบ้านแหลม หรือในปัจจุบันคือวัดเพชรสมุทรวรวิหาร อีกองค์หนึ่งผุดขึ้นมาที่หน้าวัดเสาธงทอนหรือ “วัดโสธร” ที่แม่น้ำบางปะกงชาวบ้านช่วยกันฉุดลากขึ้นมาด้วยเชือก อีกเช่นเดียวกันแต่ก็ไม่สำเร็จไม่อาจจะอัญเชิญขึ้นมาบนบกได้ มีผู้เสนอให้ไปเชิญอาจารย์ผู้ที่มีความรู้ ทางด้านเวทมนต์คาถามา เพื่อทำพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นมาจากกระแสน้ำให้ได้ซึ่งก็เป็นผลสำเร็จ เมื่ออาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณท่านนั้นตั้งศาล เพียงตาขึ้นมาตามโบราณพิธีแล้วเอาสายสิญจน์ไปคล้องเอาไว้ที่พระหัตถ์ ตอนนี้เองปรากฏว่าอัญเชิญเอาขึ้นมาบนฝั่งน้ำ ริมตลิ่งของวัดเสาธงทอนได้อย่างง่ายดายมาก แต่เมื่อเอาเชือกเส้นใหญ่ไปคล้องผูกมัดองค์ท่านแล้วดึงเข้ามาไม่เป็นผลอะไรเลย นับว่าเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดของผู้ที่พบเห็นเป็นอันมาก (หลวงพ่อโสธร) เมื่อนำพระพุทธรูปที่ลอยน้ำขึ้นมาได้ ชาวบ้านก็อัญเชิญเข้าไปประดิษฐานเอาไว้ในพระอุโบสถทันทีรวมกับพระพุทธรูป องค์อื่นๆที่มีอยู่ พระพุทธรูปองค์นี้ปรากฏว่าเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยลงรักปิดทองเอาไว้ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นลักษณะ ของพระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง คือศิลปะของเวียงจันทร์ ซึ่งมีการสร้างพระพุทธรูปลักษณะเช่นนี้กันทั่วไปที่ล้านช้าง และหลวงพระบางและเมืองอื่นๆที่ภูมิภาคแถบนี้ ดูได้จากพระพุทธรูปลักษณะเดียวกันที่เวียงจันทร์ และหลวงพระบางตลอดจนอินโดจีน รวมทั้งทางภูมิภาคของภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน ชาวบ้านเลยพากันถือ เป็นเรื่องสำคัญมากที่ได้ พระพุทธรูปองค์สำคัญนี้มาพากันมากราบไหว้กันมากมาย ในครั้งกระโน้นเล่าลือกันไปทุกสารทิศทีเดียวพากันเรียกท่านว่า”หลวงพ่อโสธร”ตามชื่อวัดที่เปลี่ยนมาจาก “เสาธงทอน” แล้วก็เป็น “หลวงพ่อโสธร”มาตราบกระทั่ง ปัจจุบัน ผู้รู้เล่าว่าองค์จริงของหลวงพ่อพุทธโสธรนั้นเป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ที่องค์เล็กกว่าที่เห็นกันอยู่ แต่เนื่องจาก หลวงพ่อโสธรเป็นพระพุทธรูปที่มีรูปลักษณ์งดงามมาก มีผู้เกรงว่าจะเป็นอันตรายอาจจะมีผู้ใจบาปมากระทำมิดีมิร้ายได้ จึงจัดการสร้างพระพุทธรูปปูนปั้นขึ้นใหม่แล้วเอาองค์จริงของหลวงพ่อโสธรประดิษฐานไว้ข้างในไม่ให้ใครเห็นจนบัดนี้ ขอขอบคุณข้อมูลจากเพจ เรื่องเล่าขานตำนานพระเกจิฆราวาสจอมขมังเวทย์

ตำนานเสือฝ้าย ขุนโจรชื่อดังแห่งเมืองสุพรรณ ปล้นคนรวย แจกคนจน

นายฝ้าย  เพ็ชนะ คือชื่อเดิมของหนุ่มวัยฉกรรจ์ เขาถูกเล่นงานชนิดเจ็บแสบจากทางตำรวจ โดยมีญาติรายหนึ่งหนุนเนื่องมากับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไส่ไคล้ฝ้ายให้ถึง กับจนมุม ครั้งนั้นฝ้ายถูกพิพากษาให้เป็นบุคคลอันตรายต่อชุมชนและรัฐ ฐานกระทำความผิดร้ายแรงในข้อหาพาผู้ร้ายหลบหนี ฝ้ายซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ จำต้องเดินเข้าซังเตอย่างไม่สามารถปริปากอุทธรณ์ความบริสุทธิ์ของตน แปดปีกว่ากับการใช้ชีวิตในสถานกักขัง สูญสิ้นอิสรภาพทางกายภาพ เหลือเพียงกำแพงกับซี่กรงเขรอะสนิมเป็นเพื่อนในทุกโมงยาม ครั้นฝ้ายได้ลดอาญาจนหวนคืนปิตุภูมิ จากจุดนี้ ฝ้ายลิขิตชีวิตตนเองใหม่ลงบนหน้ากระดาษ “เมื่อรัฐเล่นตลกกับข้า ข้าก็จะสร้างเสียงหัวเราะให้พวกมัน” นับแต่นั้น “เสือฝ้าย” ก็กลายเป็นชื่อที่หลายคนต่างพากันขยาด แม้กระทั่งทางการยังกริ่งเกรง และไม่สู้จะหาทางลบชื่อนี้ลงได้ง่ายๆ นาม “เสือฝ้าย” ตราอยู่บนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ไพล่ถึงขนาดเป็นหัวข้ออภิปรายในสภาอยู่บ่อยครั้ง คดีเสือฝ้ายควรจะจบลงแบบโป้งเดียวจอด ทว่า การกำจัดผู้ร้ายรายนี้กลับยากจนทางการต้องปวดเศียรเวียนเกล้าบ่อย ครั้ง อุปสรรคสำคัญมิได้จำกัดอยู่เพียงอาวุธหรือสรรพกำลังของซุ้มโจร กำแพงกีดขวางกลับเป็นชาวบ้านตาดำๆ ทุกคนคอยปกป้องเสือฝ้าย เสมือนฝ้ายคือญาติในครอบครัวก็มิปาน ปล้นคนรวย แจกคนจน เสือฝ้ายถูกผู้มีอำนาจเล่นงาน ดังนั้น ศัตรูที่ฝ้ายตั้งเป้ากำจัดย่อมหนีไม่พ้นตัวการที่ส่งเขาไปกินข้างแดงในคุก เสียงร่ำลือถึงวิธีการปล้นของฝ้าย เจตจำนงนั้นผิดกับโจรทั่วไป กล่าวคือ ฝ้ายกับพรรคพวกมิได้ชิงทรัพย์เพื่อยังชีพ โดยประทังให้ปัจจัยสี่ไม่ขาดแคลน ฝ้ายจงใจเล่นงานบรรดาเศรษฐี ผู้มีอำนาจในท้องถิ่นนั้นๆ โดยเฉพาะพวกแปดเปื้อนมลทิน กลิ่นคาวฉาวโฉ่ ประเภทฉ้อโกง ขูดรีด และอาศัยอำนาจในการทำให้ตัวเองร่ำรวย นี่คือเป้าหมายของฝ้าย ด้วยเหตุนี้ คนยากหรือผู้ขัดสนทรัพย์สินศฤงคาร จึงรอดพ้นเงื้อมมือเสือฝ้าย หนำซ้ำ ยังจะได้ ‘ทรัพย์’ อันเป็นผลพลอยได้อีกต่างหาก การกระทำของฝ้ายเช่นนี้เอง ชาวบ้านถิ่นสุพรรณต่างพร้อมใจเป็นปราการด่านแรก ยันกับการทำคดีของตำรวจ อาทิ การบิดเบือนข้อมูลหรือให้การเท็จ ตลอดจนความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวของทางการ กลุ่มเสือฝ้ายสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ก็ชาวบ้านอีกนั่นแหล่ะที่นำข่าวมาแพร่งพราย อุปสรรคสำคัญของตำรวจมิได้จำกัดอยู่เพียงอาวุธหรือสรรพกำลังของซุ้มโจร กำแพงกีดขวางกลับเป็นชาวบ้านตาดำๆ ทุกคนคอยปกป้องเสือฝ้าย เสมือนฝ้ายคือญาติในครอบครัวก็มิปาน พุทธศักราช ๒๔๙๐ ร.ต.อ. ยอดยิ่ง สุวรรณาคร ได้ควบคุมตัวเสือฝ้ายที่ท่าเรือตลาดท่าช้างอำเภอเดิมบางนางบวช เพื่อนำตัวไปสวบสวนที่กรุงเทพ เมื่อเรือแล่นผ่านมาถึงบ้านบางตะโพ้น ตำบลศาลเจ้าโรงทอง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เกิดการยิงต่อสู้ ตำรวจได้สังหารเสือฝ้ายจนเสียชีวิต บ้างก็ว่าสมุนเสือฝ้ายตามมาดักชิงตัว บ้างก็ว่าตำรวจตั้งใจสังหาร และทิ้งศพให้ลอยอืดสามวันสามคืน เพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่าง สำหรับจุดจบของการเป็นเสือ เสือฝ้ายเสียชีวิต เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๔๙๐ เวลา ด้วยอายุ ๖๐ ปี ขอบคุณข้อมูลจาก th.wikipedia.org , เพจเฟสบุ๊ค ขุนโจรหนังเหนียว

เตือน ปลอม-แก้ไขใบรับรองแพทย์ ผิดกฎหมาย โทษหนักปรับ 6 หมื่นบาท

เว็บไซต์ กระทรวงยุติธรรม ได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่อง กฎหมายน่ารู้ ตอน “การปลอม-แก้ไขใบรับรองแพทย์ ผิดกฎหมาย” โดยการปลอมหรือแก้ไขใบรับรองแพทย์ ถือเป็นความผิดฐาน “ปลอมเอกสาร” ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ นายจ้างยังสามารถไล่ลูกจ้างที่กระทำผิดออกได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เพราะถือเป็นการทุจริต หรือป็นการกระทำผิดตามกฎหมายอาญา โดยเจตนาแก่นาจ้าง ขอบคุณข้อมูลจาด : เว็บไซต์ กระทรวงยุติธรรม

การปลูกผักบุ้งในโอ่ง ดูแลง่าย ได้ผลผลิตดี พื้นที่น้อย

การปลูกผักไว้รับประทานเองในครัวเรือน หรือ การปลูกผักหารายได้เสริม กับไอเดียการปลูกผักแนวใหม่ใช้พื้นที่แค่โอ่ง 1 ใบเพื่อนๆ ก็สามารถปลูกผักบุ้งไว้รับประทานได้แล้ว โดยวันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับการปลูกผักบุ้งในโอ่ง ปลูกง่าย โตเร็ว เก็บได้หลายครั้ง นอกจากนี้ยังทำให้ยอดผักบุ้งขาวขึ้ นและอ่อนน่ารับประทานแบบง่ายๆ อีกด้วย อุปกรณ์สำหรับการปลูกผักบุ้งในโอ่ง . โอ่ง ไม่จำกัดขนาด ไม่ต้องเจาะก้นโอ่งก็ได้ หรือโอ่งที่รั้ว ราว แตก ตะกร้า ไว้สำหรับทำแปลงปลูก ให้เล็กกว่าก้นโอ่งเล็กน้อย หรือไม่มีก็ได้ถ้าก้นโอ่งไม่รั่ว ดินปลูก ใช้ดินปลูกผักทั่วไป กระสอบเก่า กระดาน หรือตาข่ายเก่า ไว้สำหรับคลุมปากโอ่ง วิธีปลูก นำดินปลูกที่ผสมแล้วใส่ตะกร้าที่เตรียมไว้ หรือนำดินที่ผสมแล้วใส่ลงในก้นโอ่ง ให้มีความสูงจากก้นโอ่งประมาณ 3-5 นิ้ว ถ้าก้นโอ่งไม่มีรอยรั่วไม่ได้เจาะ ก็ให้ดินสูงนิดหน่อยเพื่อการระบายน้ำ เมื่อเวลารดน้ำผักบุ้ง ใช้เมล็ดผักบุ้งแก้ว หยอดลงไปในดิน แต่ไม่ควรแน่นจนเกินไป รดน้ำพอชุ่ม ที่ใช้เมล็ดผักบุ้งแก้ว เพราะเหมาะสม โตเร็ว เมื่อผักบุ้งแทงยอดอ่อน แล้วเริ่มใช้กระสอบเก่า หรือตาข่าย ปิดบังแสง แต่ให้อากาศผ่านได้ ยอดผักบุ้งสูงเกือบถึงปากโอ่ง จึงสามารถตัดยอดไปรับประทานได้ กรณีไม่มีเมล็ด ผักบุ้งแก้วสามารถนำกิ่งมาปักชำได้เลย สูตรน้ำหมักชีวภาพสำหรับบำรุงดิน 1. น้ำ 2. ผักบุ้ง 2 กิโลกรัม 3. หยวกกล้วยอ่อน 3 กิโลกรัม 4 . กากน้ำตาล 2 กิโลกรัม นำผักบุ้งกับหยวกกล้วยมัดรวมกัน เทน้ำและกากน้ำตาลผสมรวมกัน ทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือนก่อนนำไปใช้ เมื่อครบกำหนดใช้น้ำหมัก 3 ช้อนแกง ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ใช้ฉีดพ่นทางใบ การใส่น้ำหมักชีวภาพลงไปในแปลง จะเป็นการช่วยสร้างแพลนตอนในน้ำ และไม่ทำให้น้ำในแปลงเน่าเสีย

กุ้งเครฟิช นับแสน ลอยเต็มทะเล แต่ชาวบ้านไม่คิดจะกิน แถมยังรังเกียจ

วันนี้เราจะมาพูดคุยกันถึงเรื่องของ “กุ้งเครฟิช” ที่มีจำนวนมากมายเลย กุ้งเครฟิชพวกนี้อาศัยอยู่ในแม่น้ำ Coober Pedy ประเทศออสเตรเลีย แต่ชาวบ้านที่นี่กลับเกลียดชังเจ้ากุ้งเครฟิชพวกนี้อย่างที่สุด เหตุเป็นเพราะมันเป็นสัตว์น้ำจืดและอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืด เมื่อถึงหน้าแล้งน้ำก็จะลด ทำให้ชาวบ้านพบเจอกับกุ้งพวกนี้ เป็นจำนวนมากและน่าขนลุก เมื่อได้เห็นชาวบ้านจึงไม่ชอบพวกมันเท่าไรนัก

How exactly to Publish a Nationwide Honor Society Composition

How exactly to Publish a Nationwide Honor Society Composition For the moment, however, novices are going to paper writing learn the essential essay structure. The first protected the simple composition structure. They need to be competent enough to emphasize particular illustrations in the writing. The outline doesn't need to be in just about any conventional composition structure. This needs to be your very last sentence. It doesn't should be in an official essay type or perfect sentences. Following are several general measures and suggestions on creating an excellent literacy story. Both approaches anticipate a bit of preparation, training and creativity. There

บ้าน สวน และเกษตร

เตือน 12 ลักษณะบ้านไม่ดี ส่งผลเสียต่อผู้อยู่โดยตรง ต้องแก้ไข

ฮวงจุ้ย เป็นศาสตร์ที่สามารถดึงเอาพลังของธรรมชาติที่ดี มาส่งเสริมเรา และทอนพลังธรรมชาติที่ไม่ดี ที่ติดลบออกไป พลังธรรมชาติที่ดีนั้น มาจากไหน และอยู่ที่ใด ตอบง่าย ๆ คือ มันมาจากสิ่งแวดล้อม ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และที่มนุษย์สร้างขึ้นนั่นแหละ และที่ใกล้ตัวทีสุด ก็คือ บ้านที่อยู่อาศัย ที่คุณอยู่นั่นเอง ฉะนั้นถ้าโชคชะตาของคุณเข้มแข็ง ฮวงจุ้ยที่ดีก็จะผลักดันให้ความพยายามของคุณ พบกับความสำเร็จที่สูงสุด แต่ถ้าฮวงจุ้ยไม่ดี ก็จะเป็นถ่วงหรือเหนี่ยวรั้ง ไม่ให้คุณบรรลุเป้าหมายดังที่ต้องการ ฮวงจุ้ยบ้าน ไม่ได้หมายความถึงเรื่องตำแหน่งและที่ตั้งของบ้านเท่านั้น แต่ยังหมายถึงรูปแบบการออกแบบและตกแต่งบ้านทั้งภายในและภายนอกอีกด้วย ทั้งนี้ฮวงจุ้ยเป็นศาสตร์ที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยอยู่เย็นเป็นสุข แต่ถ้าในบริเวณบ้านมีสิ่งที่ขัดต่อหลักฮวงจุ้ย ผู้อยู่อาศัยก็อาจจะมีปัญหาและเกิดความทุกข์ได้เช่นกัน เราได้รวบรวมหลักฮวงจุ้ยต้องห้าม ซึ่งส่งผลเสียกับทั้งสุขภาพ หน้าที่การงาน และการเงินของผู้อยู่อาศัย ซึ่งมีด้วยกัน 12 ลักษณะดังนี้ 1. มีต้นไม้ใหญ่ เสาไฟ หรือเสาหลัก ขวางตรงประตูหน้าบ้าน สิ่งของเหล่านี้ถือเป็นสิ่งอัปมงคล ไม่ควรให้ตั้งอยู่หน้าบ้าน 2. มีกระแสลมแรงพัดผ่านตลอดเวลา พลังของลมจะพัดพาเงินทองทรัพย์สินไม่ให้เหลือเก็บ แต่ถ้าไม่มีลมพัดเลย พลังงานที่ดีก็จะไม่หมุนเวียน ฮวงจุ้ยที่ดีคือมีลมพัดผ่าน อากาศถ่ายเทดี แต่ไม่ใช่ลมพัดแรงตลอดเวลา 3. มีคลอง ร่องน้ำ ไหลผ่านตัวบ้าน ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย 4. ด้านหน้าบ้าน เป็นโรงพัก ศาลเจ้า เรือนจำ สถานีดับเพลิง สถานที่เหล่านี้คือแหล่งรวมของเรื่องทุกข์ร้อนและความเดือดเนื้อร้อนใจ ซึ่งจะส่งผลมาถึงคนในบ้านด้วย 5. ทางชันพุ่งเข้าหาประตู เหมือนสร้างบ้านบนปลายอาวุธ มีแต่อันตราย ไม่ใช่เรื่องดี 6. ขนาบด้วยตึกสูง ทั้ง ซ้าย-ขวา หรือ หน้า-หลัง ในลักษณะเหมือนหนีบบ้านที่อยู่ตรงกลาง ไม่ดีเพราะเป็นลักษณะของโลงศพ บ้านที่อยู่ตรงกลางเป็นศพตายไม่มีทางฟื้น เท่ากับทำมาหากินไม่ขึ้น 7. ถนนพุ่งเข้าบ้าน เป็นลักษณะของทางสามแพร่ง หรือทางผีผ่าน ยิ่งถนนยาว มีรถมาก ยิ่งอันตราย 8. มุมแหลมของบ้านด้านข้างพุ่งเข้าหาตัวบ้าน ลักษณะนี้เป็นลักษณะของศรพิฆาต พลังของความมุ่งร้ายต่าง ๆ จะพุ่งเข้ามาที่บ้าน 9. มีแอ่งตรงกลางบ้านหรือกลางตัวบ้านเป็นหลุมบ่อ กลางบ้านคือหัวใจของพลังงานในบ้าน หากยุบหรือเป็นหลุมลงไปย่อมไม่เป็นมงคล 10. ที่ดินปากทางน้ำ ถือว่าไม่เป็นมงคล เพราะน้ำไหลตลอดเวลา เก็บทรัพย์ไม่ได้ ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกกัดเซาะและน้ำท่วมอีกด้วย 11. ใกล้ทางโค้ง คล้ายรูปเคียวโดยเฉพาะสะพาน หรือวงเวียน มองเห็นรถหรือสิ่งที่จะเข้ามาในบ้านได้ยาก อาจอันตรายทั้งจากโจรขโมยและเป็นจุดดักพลังงานที่ไม่ดี 12. มืดและเย็น แสดงว่ามีพลังหยินมากเกินไป ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย

เล็บครุฑลังกา ต้นไม้รักษ์โลก ใช้ใบแทนโฟมห่ออาหาร ปลูกง่ายใช้งานสะดวก

เป็นอีกหนึ่งไอเดียในการลดภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างดี เมื่อสมาชิกพันทิป ง๊องแง๊งงอแง ตั้งกระทู้ "เล็บครุฑลังกา ต้นไม้สำหรับคนรักษ์โลก ใช้ใบแทนโฟม" โดยใช้ใบจากต้นเล็บครุฑลังกา ที่มีสารพัดประโยชน์ มาห่อแทนภาชนะอื่นๆ โดยสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เริ่มมีการนำใบเล็บครุฑลังกามาเป็นภาชนะห่ออาหารขายกันบ้างแล้ว โดยต้น เล็บครุฑลังกา ถือเป็นต้นไม้ยืนต้น ใบมีลักษณะใบห่อๆ รูปร่างคล้ายถ้วยชาม หลังจากปลูกไปสักระยะขนาดของใบจะใหญ่กว่าฝ่ามือคน นอกจากจะนำมาใส่อาหารแทนภาชนะได้แล้ว ส่วนของใบยังสามารถนำมารับประทาน หรือนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง ส่วนของใบเล็บครุฑลังกาสามารถนำมาทำได้ทั้งแกง ต้ม กินสด และห่อหมก โดยมีลักษณะคล้ายใบพลูแต่กลิ่นอ่อน นำมาปลูกใส่กระถาง หรือลงดินก็ได้ ชื่นชอบอากาศชื้น ปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย แต่ถ้าหากอยากได้ใบที่มีขนาดใหญ่แนะนำให้ปลูกลงดิน ต้นมีความทนทาน และไม่จำเป็นต้องคอยรดน้ำทุกวัน ที่มา : ง๊องแง๊งงอแง

หนุ่มลุยทุบบ้านทั้งหลัง ลงมือปรับปรุงกันเอง

เชื่อว่าหลายๆคนคงมีความฝันที่ยิ่งใหญ่แตกต่างกันออกไป แต่ความฝันที่ยิ่งใหญ่ของเรานั้นกว่าจะไปถึงได้ มันมักไม่เลย ต้องผ่านอะต่างๆนาๆจบบ้างครับทำให้เราท้อแท้ใจได้ วันนี้เรามีเรื่องราวที่จะเป็นกำลังใจให้กับหลายๆคนได้มีกำลังใจ ในการฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆนาๆให้ถึงความฝันให้ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของผู้ใช้เฟสบุ๊ครายหนึ่งชื่อ รถไทเทเทียม ช๊อบได้แท็คเพื่อนอีก 4 คนประกอบด้วย ต้นฝน แอ๊นซ์,Newwii Prapadsorn,Chakkaphong Khotthong และ Krit PiemThongkham โพสต์ภาพพร้อมข้อความว่า ไครจะรู้ว่าหูผมผ่านคำนินทาอะไรมาบ้าง ทุบทั้งหลังจะทำไรบ้าป่าว ทำกันเองได้หรอทำไมไม่จ้างช่างฝีมือ เด็กๆทำจะไปสู้ผู้ใหญ่ทำได้ไง จะออกมาแบบไหน ป้าจะคอยดู สารพัดคำพูดเลย แต่สุดท้ายผมก็ผ่านมันมาได้ ต้องขอบคุณน้อง ต้น/โม/เตอร์ ที่ช่วยทำด้วยกันจนเสร็จ ความฝันของผมสำเร็จแล้วกับบ้านสายชิคๆแบบผม นี้แหละสไตร์รถไทเทเทียม เหมือนใครไม่ใช่ผม ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ซึ่งเป็นการพูดถึงว่า กว่าฝันจะเป็นจริงได้นั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องเจอกับคำถามต่างๆนาๆ คำนินทาอีกมากมาย แต่ก็ไม่มีอะไรที่จะห้ามเข้าได้ ด้วยการลงมือฝ่าฟันอุปสรรค เพื่อไปให้ถึงฝั่งฝัน โดยมีคติประจำใจว่า เหมือนใครไม่ใช่ผม และไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ทำให้เขานั้นได้ซื้อบ้านทาวน์โฮมหลังหนึ่งที่ดูเล็กๆ และอึดอัดเป็นอย่างมาก   ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : รถไทเทเทียม ช๊อบ

แปลงโฉม โฟมจากกล่องเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นสวนน้ำตกด้วยงบไม่ถึง 500 บาท

เป็นการนำสิ่งของเหลือใช้ มาดัดแปลงเป็นของตกแต่งบ้านได้อย่างสร้างสรรค์ โดยเป็นไอเดียจากสมาชิกทวิตเตอร์รายหนึ่ง ตั้งกระทู้เอาไว้เป็นแนวทาง สำหรับการนำแท่งโฟมจากในกล่องเครื่องใช้ไฟฟ้า มาทำเป็นสวนน้ำตกเล็กๆด้วยงบประมาณไม่ถึง 500 บาท แถมยังใช้อุปกรณ์เพียงไม่กี่อย่างและหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป ผู้ใช้ทวิตเตอร์ ตั้งกระทู้ แนะนำอุปกรณ์การทำได้แก่ 1.โฟม(ฟรีจากโฟมในกล่องเครื่องใช้ไฟฟ้า) 2.ตะแกรงกรงไก่ ฟรี จากเศษของเหลือ 3.สายยางเก่า 1 เมตร 4.อิฐบล็อก ทำบ่อ 8 ก้อน ก้อนละ 6 บาท = 48 บาท 5.สีสเปรย์ 2 กระป๋อง = 100 บาท 6.ปูนฉาบ 1 ลูก = 90 บาท และปั๊มน้ำ = 250 บาท / รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด = 488 บาท ขั้นตอนการทำ นำโฟมจากในกล่องเครื่องใช้ไฟฟ้าออกมา จากนั้นก็นำ ตะแกรงกรงไก่ มาพันให้รอบตัวโฟมและยึดติดกันเอาไว้ให้เป็นรูปร่าง ฉาบปูนรอบตัวโฟมให้เป็นเนื้อเดียวกันคล้ายหิน เสร็จแล้วก็เริ่มขั้นตอนการพ่นสีตกแต่งโฟมเพื่อความสวยงาม ต่อมาเริ่มขั้นตอนการทำบ่อจาก อิฐบล็อก 8 ก้อนที่เตรียมไว้ ฉาบปูนเข้าไปเพื่อกันน้ำซึมออกมาจากบ่อ แล้วเดินระบบปั๊มน้ำ ส่วนเจ้าของกระทู้นำงบอีกกว่า 250 บาท ไปซื้อของมาตกแต่งรอบๆน้ำตกเพิ่มเติม ถือเป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน ที่มา : สมาชิกหมายเลข 2151651

สาวรีวิว ชุบชีวิตห้องครัวอายุกว่า 20 ปี จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม

ถือเป็นไอเดียการตกแต่งห้องครัวที่หลายคนสามารถเอาไปเป็นแนวทางกันได้ หลังจากสมาชิกพันทิปรายหนึ่งตั้งกระทู้ การรีโนเวทห้องครัวอายุมากกว่า 20 ปี โดยตอนแรกมีสภาพค่อนข้างรกและเต็มไปด้วยสิ่งของจำนวนมากภายในห้อง แต่ภายหลังจากปรับปรุงเสร็จเรียบร้อย จากห้องครัวเก่าก็กลายมาเป็นห้องครัวในฝันของใครหลายคนเลยทีเดียว เจ้าของกระทู้โพสต์ข้อความเริ่มต้นว่า "ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ประมาณ 60,000 บาทค่ะ ต่อไปเป็นขั้นตอนการทำงานนะค่ะ ห้องครัวดั้งเดิม หันหน้าออกไปทางประตู โดยค่าใช้จ่ายต่างๆมีดังนี้" ค่าแรงคิดเหมา 15,000 บาท, ที่ดูดควัน+เตาแก๊ส 8,990 บาท, ซิงค์ล้างจาน 2,690 บาท, กระเบื้อง 5,000 บาท, สีเขียว (คนขายแนะนำสีทาหลังคาค่ะ) 1,950 บาท, หน้าต่างบานคู่ 2,790 บาท, หน้าต่างบานเดี่ยว 2,690 บาท, ตู้ลิ้นชัก 3,200 บาท, บานซิงค์คู่ 4 ชิ้น 3,960 บาท, บานถังแก๊ส 940 บาท, ประตู 555 บาท, วงกบ 790 บาท และ ที่เหลือเป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ นานา ขั้นตอนแรกคือ ขนของออก จากนั้น เริ่มเทพื้นปูน และก่อเคาท์เตอร์ ปิดรูระบายอากาศตรงผนังทั้งสองฝั่ง แล้วติดหน้าต่างบานใหม่ลงไป ต่อมาเริ่ม ติดบานซิงค์ด้านล่าง, ติดฝ้าเพดาน, ปูกระเบื้อง, ปูกระเบื้องท็อปเคาท์เตอร์, งานไฟฟ้า และฝังซิงค์น้ำ เสร็จแล้วลงมือ ทาสีทั้งภายในและภายนอก เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน ทั้งหมดนี้ช่างใช้เวลาทำงาน 15 วัน, ขนาด 2.5×5.2 - 13 ตารางเมตร, ห้องครัวมีอายุ 20 กว่าปีได้ สมัยนั้นสร้างด้วยเงินประมาณ 20,000 บาท, ลานหน้าห้องครัวยังไม่เสร็จดี เพราะคุณพ่อมีโครงการต่อหลังคาและเทพื้น สำหรับตั้งโต๊ะกินข้าวหน้าห้องครัว, ห้องครัวนี้จริงๆ ปล่อยรกร้างขาดการดูแลมากว่า 3 ปี สภาพเลยเป็นอย่างที่เห็น ที่มา : สมาชิกหมายเลข 2395961

เคล็ดลับการสร้าง กระถางลอยน้ำ เติมสีสันให้บ่อปลา ด้วยของใช้ภายในบ้าน

ถือเป็นไอเดียการตกแต่งบ่อปลาที่ใครหลายคนสามารถเอาไปเป็นแนวทางกันได้ สำหรับการสร้าง "กระถางลอยน้ำ" ด้วยของใช้ภายในบ้าน และขั้นตอนการทำที่สุดแสนจะง่ายดายด้วยอุปกรณ์เพียงแค่ 3 อย่าง ได้แก่ 1.) กระถางต้นไม้ หรือตระกร้าพลาสติกเหลือใช้ 2.) ขวดน้ำพลาสติกเปล่าๆ และ 3.) สเเลนกรองแสง ส่วนขั้นตอนการทำมีดังนี้ ขั้นตอนที่ 1.) ติดขวดน้ำพลาสติกให้รอบบริเวณขอบด้านบนของกระถางด้วยปืนกาว เพื่อใช้เป็นทุ่นลอยน้ำ และรอสักพักให้กาวแห้งสนิท ขั้นตอนที่ 2.) ใช้สเเลนกรองแสง คลุมให้รอบกระถางที่ติดขวดน้ำพลาสติก เพื่อเพิ่มความสวยงามให้ "กระถางลอยน้ำ" ของเรา ขั้นตอนที่ 3.) หาต้นไม้ที่ชอบมาปลูกลงไปในกระถางที่เตรียมไว้ แนะนำให้ใช้ต้นไม้น้ำ เพราะ "กระถางลอยน้ำ" จะต้องลอยอยู่ในน้ำตลอดทั้งวันทั้งคืน ขั้นตอนสุดท้าย 4.) ใช้เชือกหรือเอ็น ผูกยึดไว้กับกระถาง เพื่อไม่ให้ "กระถางลอยน้ำ" ลอยน้ำถูกกระแสลมพัดออกไปไกล เท่านี้เป็นอันเสร็จเรียบร้อย สำหรับการสร้าง "กระถางลอยน้ำ" เพื่อตกแต่งและเพิ่มสีสันให้กับบ่อปลาของเรา https://www.youtube.com/watch?v=FTVGvx2N9Xg ที่มา : AOR_GANIC

เผย วิธีเลือก นิ้วสวมแหวน เพื่อเสริมโชคลาภ วาสนา การเงิน

แหวน ถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องประดับที่แฝงความหมายมากมายไว้ในตัวมันเอง ทั้งบ่งบอกสถานะความรัก เพิ่มพลังให้กับความรัก หรือแม้กระทั่งเสริมบารมีให้กับตำแหน่งหน้าที่การงานและการเงิน ซึ่งในการสวมใส่แต่ละนิ้ว จะส่งเสริมพลังด้านบวกต่างๆ แตกต่างกันออกไป และความหมายของแหวนแต่ละรูปแบบที่ใส่ก็ต่างกันไปอีกด้วย โดยวันนี้จะพาคุณไปรู้จักความหมายเหล่านั้นกันครับ... การใส่แหวนแต่ละนิ้วช่วยส่งเสริมด้านใด ?? -นิ้วนางข้างขวา- เสริมพลังความรักให้มั่นคง คนรักไม่นอกใจ -นิ้วก้อยข้างซ้าย- เสริมพลังรัก เสริมโชคด้านความรัก -นิ้วชี้ข้างขวา- เพิ่มเสน่ห์ดึงดูดใจให้คนที่เราแอบรักสนใจ -นิ้วกลางข้างซ้าย- ไล่สิ่งชั่วร้าย สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง -นิ้วกลางข้างขวา- เพิ่มพลังโชคลาถ มีโชคเรื่องการเงิน -นิ้วก้อยข้างขวา- เสริมเสน่ห์ ดูโดดเด่น ไม่เหมือนใคร -นิ้วก้อยข้างซ้าย- เสริมดวงความรัก รักสมหวัง มีโชคด้านความรัก ไม่นก ไม่อกหัก -นิ้วหัวแม่มือซ้ายขวา- เพิ่มเสน่ห์ ใครเห็นก็เอ็นดู หลงรัก แหวนแบบนั้น มีความหมายและช่วยส่งเสริมด้านใดบ้าง ?? 1. แหวนเม็ดเดี่ยว ( Solitaire ) เป็นแบบแหวนเพชรที่นิยมใช้ในการหมั้นหมาย เพชรเม็ดเดี่ยวสื่อถึง ความหมายว่ารักเดียวใจเดียวโดยมากรู้จักกันในนาม แหวนเพชรเม็ดชู ที่เน้นความเรียบง่ายที่ตัวเรือน หรือ ประดับเพชรเม็ดเล็ก ๆ เพื่อให้เน้นเม็ดยอดของเพชรเม็ดเดี่ยวได้แสดงตัวตนมากที่สุด โดยการฝังมักมีการเปิดให้แสงเข้าถึงเนื้อเพชรได้มากที่สุด จะไปโดดเด่นที่เพชรเม็ดเดียวที่มี ซึ่งเปรียบเสมือน การแทนคำสัญญาว่าจะรักเดียว และซื่อสัตย์ต่อกันตลอดไปซึงแหวนเพชรเม็ดเดี่ยวนี้ มักจะให้ความสำคัญที่ตัวเพชร เรื่องขนาด สี ลักษณะเหลี่ยมมุุม ความสะอาดของเพชรว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเพชรกลมเหลี่ยมเกสร ซึงถือว่าเป็นอมตะของรูปทรงแห่งเพชร มักจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ฉะนั้นแหวนเพชรเม็ดเดี่ยวนี้จึง เป็นที่นิยมมอบให้กับเจ้าสาวมาตลอด เนื่องด้วยความหมายดี และมีคุณค่า 2. แหวนรอบนิ้ว หรือ แหวนรอบวง ( Eternity Rings / Infinity Rings ) ลักษณะของแหวนรอบนิ้ว , แหวนรอบวง หรือ Eternity Ring (บางคนเรียก Infinity Rings) คือแหวนที่มีเพชรประดับอยู่รอบๆวง ไม่มีจุดเริ่มต้น และไม่มีจุดสิ้นสุด ความหมายของแหวน จึงเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก รักที่ไม่มีวันสิ้นสุด หรือ ความหมายเดียวกับเลข 0 หรือ เลข 8 นั่นเอง ซึ่งถือเป็นเลขมงคล แหวนEternity Rings จึงได้ถูกใช้เป็นแหวนหมั้น แหวนแต่งงาน หรือเป็นข้อพิสูจน์ต่อไปถึงเหตุการณ์ที่สำคัญในความสัมพันธ์ที่โรแมติก (นั่นคือวันครบรอบปี, คลอดบุตร, การต่ออายุของคำสัตย์สาบาน, และอื่น ๆ ) จึงเป็นแหวนที่มีความหมายที่โรแมนติคเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันตัวของแหวนเองก็สามารถสวมใส่ได้ทุกๆวันอย่างไม่เคอะเขิน เพราะเพชรเม็ดเล็ก

ครั้งเมื่อ สื่อดังต่างชาติ บุกหา หลวงปู่แหวน เพื่อสอบถาม เรื่องราวอัศจรรย์

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า "หลวงปู่แหวน สุจิณโณ" นั้นเป็นพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  แต่สิ่งที่ทำให้หลวงปู่แหวนเป็นที่รู้จักของชาวพุทธทั้งประเทศนั้นหาใช่วัตรปฏิบัติทางธรรมของท่านไม่ หากแต่เป็นเรื่องของอภินิหาร  และอภินิหารอันเป็นที่โจษจันมากที่สุดก็คือกรณี "หลวงปู่แหวนเหาะได้" นั่นเอง จากเหตุการณ์ที่นายทหารคนหนึ่งพบเห็นพระภิกษุชราลอยอยู่บนก้อนเมฆขณะกำลังขับเครื่องบินเหนือน่านฟ้า และได้ตามหาตัวจนกระทั่งพบว่าเป็นหลวงปู่แหวนในเวลาต่อมานั้น เหตุการณ์อัศจรรย์นี้มิได้เป็นที่โจษจันกล่าวขานเฉพาะในหมู่ชาวพุทธไทยเท่านั้น เพราะเมื่อเรื่องนี้รู้ถึงหูสื่อฝรั่งต่างชาติเข้าก็ถึงขนาดต้องส่งนักข่าวมาทำสกู๊ปข่าวกันเลยทีเดียว  สื่อที่ว่านี้ก็คือ "เอเชียแมกาซีน" ซึ่งได้ส่งนายชาร์ลส์ บราวส์ มาทำข่าวและเขียนเป็นบทความขึ้นมา  บทความชิ้นนี้เขียนไว้ว่า "ความเชื่อในสิ่งนอกเหนือธรรมชาติหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องธรรมดาในเมืองไทย เพราะที่นี่มีผีและวิญญาณอยู่ทุกหนทุกแห่ง  ไม่ว่าจะปลูกบ้าน เดินทางไปเมืองนอก หรือเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี ก็จะต้องมีผู้ชำนาญการคอยช่วยชี้แนะ เช่น โหร คนเข้าทรง ฯลฯ  แม้แต่พระสงฆ์ในพุทธศาสนาก็มีหลายรูปที่มีเรื่องศักดิ์สิทธิ์ให้เล่าถึงกัน  หนึ่งในบรรดาพระสงฆ์นั้นก็คือ 'หลวงปู่แหวน' ซึ่งผู้สื่อข่าวได้บรรยายให้เห็นถึงภาพพจน์ที่คละเคล้าด้วยเรื่องราวที่แสดงถึงอารมณ์ขัน ความน่าเชื่อถือ ความเคารพศรัทธา และความรู้สึกเชื่อครึ่ง-ไม่เชื่อครึ่ง ตลอดจนปรัชญาของท่าน "คณะของเรามีเจ็ดคน คือ แพทย์สี่ พยาบาลหนึ่ง ช่างภาพสอง (เพราะท่านนายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ถ่ายภาพของหลวงปู่แหวนเพื่อนำไปติดไว้ที่อาคารหลังใหม่ของโรงพยาบาลนครเชียงใหม่)  ปีนี้หลวงปู่แหวนอายุ ๙๒ ปี  ท่านยังสุขภาพดี แต่ตาเจ็บ คณะแพทย์จึงต้องเดินทางไปตรวจรักษา  วัดอยู่ในหมู่บ้านดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว เหนือเชียงใหม่ไปร้อยกิโลเมตร  ประชาชนเพิ่งจะได้ยินชื่อเสียงของหลวงปู่แหวนเมื่อห้าปีมานี้เอง  ผู้เขียนเอง (ชาร์ลส์ บราวส์) ยังไม่เคยได้ยินชื่อท่านมาก่อน  ชาวบ้านในแถบนั้นเชื่อว่าท่านเป็นอรหันต์ เพราะท่านมีเมตตาธรรมต่อพวกเขามาก  แต่ความจริงแล้ว หากไม่มีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นเมื่อห้าปีที่แล้ว คนในอำเภอพร้าวก็คงจะไม่มีใครได้ยินชื่อหรือรู้จักหลวงปู่แหวนอย่างในตอนนี้เลย "เรื่องมีอยู่ว่า  นักบินแห่งกองทัพอากาศไทยคนหนึ่ง ขณะบินอยู่นั้น (ผู้เขียนไม่ทราบว่าบินสูงแค่ไหน เอาเป็นว่าบินอยู่บนท้องฟ้า ปะปนอยู่กับหมู่เมฆ) เขาก็สังเกตเห็นพระรูปหนึ่งนั่งสมาธิอยู่นอกเครื่องบิน  แน่ละ...เขาคิดว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดจึงเล่าให้เพื่อนฟัง แต่ก็ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป  นักบินคนนั้นกางแผนที่สำรวจว่าบริเวณนั้นคือที่ไหน ก็พบว่าอยู่เหนือดอยแม่ปั๋ง  เขาเดินทางไปที่นั่นและสอบถามชาวบ้านจนได้รู้ว่าหลวงปู่แหวนเป็นพระที่ชาวบ้านเคารพนับถือมากที่สุด  เขาจึงปลงใจเชื่อว่าน่าจะเป็นรูปเดียวกันกับที่เขาเห็น "ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลวงปู่แหวนก็กลายเป็นพระที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ  ผู้คนต่างพากันเดินทางไปนมัสการและอยากจะพบตัวท่าน  รูปภาพและเหรียญรูปเหมือนของท่านก็มีขายทุกหนทุกแห่ง  ในวันที่ผู้เขียนไปถึงนั้นมีรถโดยสารขนาดใหญ่สองคัน แต่เจ้าอาวาสไม่ให้ใครเข้าพบหลวงปู่แหวน ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นที่เข้าใจกันได้ด้วยเหตุผลที่ว่า ท่านแก่ชรามากแล้ว และต้องการพักผ่อน  หากใครอยากพบเห็นก็ให้มาแต่เช้า ฯลฯ  ผู้เขียนจะไม่เล่าเรื่องนี้ในรายละเอียด  แต่เป็นเรื่องตลกอย่างหนึ่งที่ได้ยินคนที่มาวัดแล้วไม่ได้พบหลวงปู่แหวนพูดกันว่า เจ้าอาวาสลั่นกุญแจขังท่านไว้ในห้อง "อย่างไรก็ดี  คณะของผู้เขียนได้เข้าพบหลวงปู่แหวนในห้อง แล้วช่วยกันประคองท่านออกมาที่นอกชานเพื่อถ่ายรูป นั่นนับเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนเห็นหลวงปู่แหวนและได้เห็นอย่างใกล้ชิด แต่ขอบอกถึงความรู้สึกจริง ๆ ว่าไม่ได้เห็นว่าท่านมีอะไรพิเศษ  ระหว่างที่ช่างถ่ายรูปนานถึงครึ่งชั่วโมงนั้น ท่านก็นั่งเฉย ไม่เคลื่อนไหวใด ๆ ทั้งสิ้น แม้แต่ตาก็ไม่กะพริบ ทุกอย่างนิ่ง จนผู้เขียนนึกประหลาดใจว่าท่านยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ... เวลาผ่านไปสักพัก

“3 อาหาร” ที่ไม่ควร “นำมาอุ่นซ้ำ” กินแล้วส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างร้ายแรง

เรียกได้ว่าเกือบทุกคนที่เวลานำอาหารไปแช่ตู้เย็น แล้วมักจะนำอุ่นร้อนก่อนรับประทานอีกครั้ง โดยไม่รู้ว่าอาหารบางชนิดอาจทำให้คุณเจ็บป่วยได้ ข้อมูลจากสำนักงานมาตรฐานอาหาร เผยว่า "การจะรับประทานให้ปลอดภัยจะต้องทำให้สุก สะอาด ปรุงแต่งน้อย และหลีกเลี่ยงการปนเปื้อน ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือ การปรุงอาหารให้สุกก่อนรับประทานเสมอ เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อาจเป็นอันตราย แต่การให้ความร้อนแก่อาหารมากกว่า 1 ครั้ง หรืออุ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจทำให้อาหารเป็นพิษได้ โดยเฉพาะอาหารดังต่อไปนี้ 1.ไข่ต้มและไข่กวน อาหารที่มีไข่เป็นส่วนประกอบสามารถนำมาอุ่นซ้ำได้ไม่มีปัญหา แต่สำหรับไข่ต้มและไข่กวนที่ได้รับความร้อนซ้ำๆ จะทำให้โปรตีนในไข่เปลี่ยนสภาพ อาจส่งผลให้ผู้รับประทานไม่สบายได้   2.เนื้อไก่ การนำเนื้อไก่สุกแช่เย็นไปให้ความร้อนซ้ำ จะทำให้โปรตีนที่ซับซ้อนในเนื้อไก่แปรสภาพ อาจทำให้บางคนที่รับประทานเข้าไปเกิดปัญหาในระบบทางเดินอาหาร 3.ข้าว สำหรับข้าวนั้น อันที่จริงแล้วการอุ่นข้าวไม่ได้ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษโดยตรง แต่มันขึ้นอยู่กับการเก็บข้าวสารว่าสะอาดปลอดภัยหรือไม่ หากข้าวสารมีสปอร์ของเชื้อแบคทีเรีย เมื่อหุงสุกแล้วเชื้อก็ยังไม่ตาย และจะสามารถเจริญเติบโตได้ถ้าถูกทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง เมื่อนำไปอุ่นซ้ำก็จะก่อเกิดสารพิษที่ทำให้อาเจียนหรือท้องเสียได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามจึงไม่ควรวางข้าวสุกที่ทานไม่หมดทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง

ซุปก้อน ที่ทานกันประจำ ยิ่งกินมาก สุขภาพยิ่งพังเร็ว

หลายคนคงต้องการความสะดวกสบายรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แม้แต่เรื่องอาหารการกิน เวลาที่เราจะประกอบอาหารแต่ละครั้งก็ต้องการความสะดวกรวดเร็ว ไม่สามารถมาประณีตประนอมได้แบบในอดีต ดังนั้นผลิตภัณฑ์เพื่อความสะดวกในการทำอาหารจึงมีออกมามากมาย โดยเฉพาะ “ซุปก้อนหรือซุปผง” ซึ่งหลายคนอาจจะไม่ทราบและไม่ได้ใส่ใจสังเกตกันมากนัก แต่เมื่อได้รู้ส่วนผสมแล้ว ทำเอาถึงกับพูดไม่ออกกันเลยทีเดียว “ซุปก้อนหรือซุปผงสำเร็จรูป” มีให้เลือกหลากหลายรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นซุปหมู ซุปไก่ ซุปต้มยำ ฯลฯ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการประกอบอาหาร และเป็นที่นิยมมากของผู้บริโภค เพียงแค่ต้มน้ำ แล้วใส่ซุปก้อนลงไป ก็ได้ซุปที่มีรสชาติใกล้เคียงกับซุปที่เคี่ยวแบบธรรมชาติ แต่เรารู้หรือไม่ว่า ส่วนผสมของซุปก้อน หากทานเข้าไปบ่อยๆก็ไม่ค่อยดีต่อร่างกายสักเท่าไหร่ เพราะในซุปก้อนมีส่วนผสม ดังนี้ 1.กลือ 26-32% เป็นส่วนประกอบหลักปริมาณมากที่สุดในซุปก้อน 2.ผงชูรส 11-32% เป็นส่วนผสมที่ใส่ในปริมาณรองลงมา ปริมาณมากน้อยแตกต่างกันแล้วแต่ยี่ห้อหรือรสชาติ 3.เนื้อสัตว์ 0.8% จากไก่อบแห้ง กระดูกไก่ กระดูกหมู ทั้งนี้ จะเห็นว่าในซุปก้อนหรือซุปผง มีส่วนผสมของเกลือ และผงชูรสเป็นส่วนใหญ่ หากรับประทานเข้าไปบ่อยๆก็คงไม่ดีต่อสุขภาพแน่นอน และถึงแม้ปัจจุบันจะมีซุปก้อน ซุปผง ที่โฆษณาว่าไม่มีส่วนผสมของผงชูรส แต่ก็ยังมากไปด้วยปริมาณของเกลือ แถมเรายังต้องปรุงเพิ่มด้วย น้ำปลา ซอส หรือเกลือเข้าไปอีก คิดดูว่าร่างกายจะต้องรับความเค็มไปมากแค่ไหน

8 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เลื่องชื่อในเรื่อง เสริมโชคลาภการเงิน บรรเทาหนี้สิน

 "8 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์" เลื่องชื่อในเรื่องขอพร “เสริมโชคลาภ” อยากรวยเป็นเศรษฐี บรรเทาหนี้สิน ห้ามพลาด!! พูดถึงเรื่องของการ “ขอพร” คงเป็นที่รู้จักกันดีของคนไทย เพราะการ ขอพร นับเป็นตัวช่วยสุดท้าย ที่คอยยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยมาตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณ ใครที่อยากรวยเป็นเศรษฐี อยากปลดหนี้สิน อยากทำธุรกิจรุ่งเรือง เงินทองไหลมาเทมา นอกจากการแข่งขันแล้ว เรื่องดวงโชคลาภก็เป็นสิ่งสำคัญ วันนี้เรามีสถานที่ขอพรเรื่องของการเสริมสิริมงคลด้านการเงินมาฝากกัน จะมีที่ไหนบ้างมาดูกันเลย 1. พระแม่ลักษมี ชั้น 4 ศูนย์การค้าเกษร สถานที่ยอดฮิตคนขอพรเรื่องร่ำรวยเงินทอง คงหนีไม่พ้นพระแม่ลักษมี เทพีแห่งความงดงาม ที่พระองค์มักประทานโภคทรัพย์ เงินทอง การทำธุรกิจ เจรจาต่อรอง รอดพ้นอุปสรรค ค้าขายราบรื่น ไม่ว่ายากดีมีจนที่มาขอพรก็มันจะสมหวังไปบ้างไม่มากก็น้อยทีเดียว สิ่งของเพื่อสักการะ ธูป 9 ดอก เทียน 1 คู่ ดอกบัว ดอกดาวเรือง ดอกมะลิ น้ำ นมจืด เหรียญหรือสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง   2. พระพรหมเอราวัณ สี่แยกราสชประสงค์ หนึ่งในสามเทพสูงสุดผู้เปี่ยมด้วยเมตตา ที่คนต่างนิยมมาขอพรโดยเฉพาะเรื่องธุรกิจ-ค้าขาย เจริญรุ่งเรือง ถึงขั้นต่างชาติจัดกรุ๊ปทัวร์มากราบไหว้โดยเฉพาะ สิ่งของเพื่อสักการะ ดอกมะลิ (หรือดอกดาวเรือง) ขนมหวานรสอ่อน และผลไม้หรือธัญพืชต่างๆ   3. พระนารายณ์หรือพระวิษณุ หน้าโรงแรม InterContinental หากธุรกิจคุณกำลังซบเซา ขอแนะนำให้ลองไปสักการะ พระนารายณ์ด้วยจิตที่ตั้งมั่นตั้งใจและหมั่นทำความดีรักษาศีลอยู่เสมอ ท่านจะบรรดาลพรให้สำเร็จในการงาน ปัญหาที่ประสบอยู่ก็จะเบาบางลงหรือหมดไป คุ้มครองชีวิตให้อยู่ดีมีสุข ร่ำรวยมั่งคั่ง เครื่องสักการะ ธูป 9 ดอก ดอกดาวเรือง ดอกบัว ดอกกุหลาบ น้ำ นมสด เนยสด กระเพรา กล้วย อ้อย มะพร้าว   4. พระสีวลี วัดเอี่ยมวรนุช 1 ในศิษย์เอกของพระพุทธเจ้า ได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศทางโชคลาภ อุดมไปด้วยโภคทรัพย์ เมื่อไปกราบไหว้ขอพรจากพระสีวลี ชีวิตจะมีโชคดีขึ้นและมีความราบรื่นก้าวหน้า มีเงินมีทองเพิ่มพูนมากขึ้น สิ่งของเพื่อสักการะ ธูป 3 ดอก เทียนขี้ผึ้งแท้ 9 เล่ม น้ำผึ้งอย่างดี 1ขวด ปัจจัย 1000 บาท หรือตามจิตศรัทธา ตั้งสมาทานศีล 5 หรือ ศีล 8 แล้วกำหนดจิตให้เป็นสมาธิ   5. สมเด็จพระเจ้าตากสิน

ร.9 กษัตริย์พระองค์เดียวในโลก ที่ทำทุกคน ใน สภาคองเกรส ลุกขึ้นยืนปรบมือให้

หากพูดถึงพระเกียรติของ  พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 แล้วหลายคนคงทราบว่าพระองค์ไม่ใช่แค่ในประเทศ หรือ ทวีป แต่แผ่ขจรไปทั่วทั้งโลก ผู้นำระดับสูง และกษัตริย์ทั่วโลก ให้ความเคารพ และนับถือแนวคิดแนวประฎิบัติของพระองค์ท่านอย่างหาที่สุดมิได้ มีหลายครั้งที่พระราชดำรัสของพระองค์ ได้สะท้อนแนวคิดดีๆให้ราษฎรในชาติ และกว้างไปถึงประชาชนเกือบทั้งโลก และมีอยู่ครั้งหนึ่งพระราชดำรัสของในหลวง ร.9 ที่ทำให้ทั้งสภาคองเกรส ลุกขึ้นปรบมือ เพราะเหตุใด ไปอ่านกันดีกว่าครับ ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัส ณ สภาคองเกรส เมืองวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. พ.ศ.2503 ใจความว่า “ขอบใจอเมริกาที่ช่วยเหลือเรา เข้าใจว่านี่เป็นความช่วยเหลือด้วยน้ำใจไมตรีระหว่างเพื่อนต่อเพื่อนที่มีฐานะเสมอกัน หวังว่าสักวันเราจะสามารถพัฒนาตนเองได้จนเพื่อนไม่ต้องช่วยเราอีกต่อไป” นอกจากนี้พระองค์ยังตรัสถึงเหตุการณ์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เคยมีพระราชสาส์นไปถึงอับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีในขณะนั้น โดยทรงเสนอที่จะส่งช้างไปช่วยในสงครามกลางเมืองของอเมริกา โดยพระองค์ตรัสว่า “เรื่องนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าทรงต้องการเสนอในสิ่งที่เพื่อนของพระองค์ยังขาดอยู่ มิได้มีพระราชประสงค์จะพระราชทานช้างไปให้อเมริกาเพื่อช่วยฝ่ายเหนือทำสงครามกับฝ่ายใต้ เพราะช้างสามารถใช้ได้ทั้งการทำสงครามและการสร้างสันติ จะใช้เป็นรถถังก็ได้ จะใช้เป็นรถแทรกเตอร์ก็ได้ ซึ่งท่านก็ทรงมุ่งให้เอาไปใช้เป็นรถแทรกเตอร์ช่วยถางพงมากกว่าจะเอาไปรบ” พระราชดำรัสครั้งนี้เป็นพระราชดำรัสครั้งประวัติศาสตร์ ผู้ฟังทั้งสภาต่างก็ชอบใจจนถึงกับลุกขึ้นปรบมือถวายพระเกียรติ อ้างอิงข้อมูลจาก - เพจ คิดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 , th.wikipedia.org

ADS

ติดตามเรา

ADS

เรื่องล่าสุด

หมวดหมู่

คลังเก็บ

error: ห้ามคัดลอกทุกกรณี !!